แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การโฆษณา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การโฆษณา แสดงบทความทั้งหมด

บททาทการตลาด


       จากความหมายของการตลาดข้างต้น บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้         
         1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด
         2. พัฒนาสินค้า / บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้น ๆ ไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน
         3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า / บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

กลยุทธ์การตลาด (marketing strategy)  

การวางกลยุทธ์การตลาดถือเป็นงานขั้นตอนสำคัญในกระบวนการวางแผนการตลาด โดยทั้งนี้กลยุทธ์การตลาดแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
         1. กลยุทธ์แก่น (core strategy) หรือกลยุทธ์การมุ่งส่วนตลาด (target marketing strategy) เป็นกลยุทธ์ส่วนที่นักการตลาดต้องกำหนดขึ้นก่อน เป็นหลักหรือแก่นในการคิดพัฒนากลยุทธ์อี่นๆตามมาให้สอดคล้อง core strategy ประกอบด้วย 3 ส่วนที่ต้องตัดสินใจ คือ
               1) ตลาดมีความต้องการในสินค้า / บริการนั้น ๆ ที่แตกต่าง อันแบ่งออกได้เป็นส่วน ๆ อย่างไรบ้าง? (market segmentation)
               2) กลุ่มลูกค้าหรือส่วนตลาดใดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับลักษณะสินค้า / บริการ และทรัพยากรขององค์กรที่สุดที่จะสร้างความพอใจให้ได้ ซึ่งสมควรเลือกเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ? (target market)
               3) สินค้า / บริการของเราจะวางตำแหน่งในใจของลูกค้า ให้พอใจและโดดเด่นในจุดใด จึงได้เปรียบในการแข่งขันสูงสุด? (positioning)
         2. กลยุทธ์ส่วนประสมการตลาด (marketing mix strategy) คือการวางกลยุทธ์ในองค์ประกอบทั้งหมดทางการตลาด ให้สอดคล้องสัมพันธ์และเสริมกลยุทธ์แก่นหรือ core strategy ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน หรือ 4P’s คือ
               • Product : ตัวผลิตภัณฑ์ / บริการ
               • Price : ราคา หรือ สิ่งที่ลูกค้าต้องสูญเสียเพื่อแลกกับผลิตภัณฑ์ / บริการ
               • Place : ช่องทางในการจัดจำหน่าย และการขายสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
               • Promotion : การส่งเสริมการตลาด การสื่อสารข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้การตัดสินใจแลกเปลี่ยนของลูกค้าเกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย

สร้างระบบทีมขาย


การขายมีหลากหลายแบบ ซึ่งก็ขอแค่ขายสินค้าได้ก็พอ ดังนั้น...

ถ้าจะจัดหา Dealer ช่วยๆกันไป ธุรกิจไม่ต้องทำคนเดียวก็ได้ครับ ทำกันบริษัทฯ แบ่งๆกำไรกันไป โตไปด้วยกันครับ...

หรืออาจให้ TV Direct หรืออะไรทำนองนี้ ทำเป็น Deale ให้ ตรงถึงบ้านของแต่ละคนเลยครับ Condition ก็ไปตกลงกันเองครับ... แต่อย่าปิดช่องการขายของตัวเองหละครับ อาจจะทำเป็น Brand Name อื่นเป็นการเพิ่มช่องทางการขายจากการผลิดครับ..

จัดเปิดบุ๊ตขาย โดยจ้างพนักงนา PC มาขาย จัดอบรมสินค้า เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีๆ ก็ขายได้เหมือนกัน..

แต่ถ้าจะทำระบบการขายเอง ร่วมด้วย ก็ต้องมาดูเรื่องเหล่านี้ครับ... เพิ่มช่องทางการขายจาก Dealer ก็ดีครับ.. ขอคิดเล่นๆนะครับ...

จัดระบบคอมมิชชั่น

เรื่องระบบนี้คงเห็นกันโดยทั่วไปแล้ว การจัดการแบบขั้นบันไดดูดึงดูดการขายได้มากกว่า จากตัวเลข น่าจะกำไรอยู่ที่ ประมาณ 10-12% ก็ตกราวๆ 3000 บาท ถ้าตัองตั้งยอดคอมก็อาจจะมองลักษณะนี้ครับ

ยอดต่อเดือน (ตัว) ค่าคอมตัวละ (บาท) ได้มากที่สุด
. .0-15 . . . . . . . . . . . . 300 . . . . . . . . 4,500
.16-20 . . . . . . . . . . . . 350 . . . . . . . . 7,000
.21-25 . . . . . . . . . . . . 400 . . . . . . . 10,000
.26-30 . . . . . . . . . . . . 450 . . . . . . . 13,500
.31-35 . . . . . . . . . . . . 500 . . . . . . . 17,500
.36-40 . . . . . . . . . . . . 550 . . . . . . . 22,000
.41+ . . . . . . . . . . . . . .600 . . . . . . . xx,xxx

แล้วให้เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ถ้าพนักงานขายสามารถทำได้เหมือนคุณ เฉลี่ยอยู่ที่ 25 เครื่อง ก็จะได้เงินประมาณ 15,000 บาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งของคุณครับ แต่ผมว่าน่าจะให้มากกว่านี้สักหน่อยก็ดีครับ แค่ลองคิดดูเล่นๆเท่านั้นเอง..

แบ่งสาย แบ่งโซน

จัดสายการวางจำหน่าย หาหัวหน้าทีม และ อาจให้ค่าคอมของหัวหน้าทีมเป็น อีก 2%,4%,6%,8%,10% ของยอดคอมมิชชั่นของทีมงาน ซึ่งก็จะเป็นแรงผลักให้เกิดการขายได้มากขึ้นครับ แบ่งสายอย่าให้ทับกัน และ ต้องชัดเจน เช่น กรุงเทพฯ, ภาคกลาง, ภาคใต้, อีสาน, และ ระบุจังหวัดด้วยจะดีมากเลยครับ..

การจัดแบ่งสายมี่มี Dealer ร่วมอยู่ด้วย ตามมารยาทก็ไม่ควรจัดทับ หรือ ไปแก่งแย่งกันเองครับ แต่ถ้า Dealer เป็นจังหัวดๆไป ก็ดีนะครับ...

จัดหาบุคคลากร

หาแค่หัวหน้าสายงานแล้วให้หัวหน้าสายเป็นคนหาลูกทีม กำหนดจำนวนคนของแต่ละทีมให้เหมาะสม เท่านั้นก็พอครับ แต่ถ้าต้องโฆษณาก็ให้โฆษณาทีเดียวร่วมกัน ประหยัดหน่อย (ยังมีความงกอยู่ในหัวผม..อิอิ)

อบรมพนักงาน

อาจจะอบรมการใช้ทั้งหมด จัดอบรมวิธีการขาย หรือให้หัวหน้าสายงาน เป็นคนรับผิดชอบก็ได้ครับ หรืออาจจะให้หัวหน้างาน จัดอบรมกับพนักงานทุกๆส่วน โดยสลับกันขึ้นมาเป็นวิทยากรก็ได้ มีหลายรูปแบบครับ.. แต่ต้องอบรมให้อยู่ในทิศทางเดิยวกัน โดยเฉพาะตัวสินค้า ให้เข้าใจให้ตรงกันครับ..
เอกสารการอบรมต่างๆ ก็ต้องเตรียมให้พร้อม

วัสดุช่วยในการขาย

อย่าลืมจัดทำโบร์วขั่วร์ หรือ วัสดุต่างๆที่ช่วยการขาย โดยเฉพาะ ถ้าต้องเบิกสินค้าเพื่อเป็นตัวอย่างก็ต้องทำระบบควบคุมโดยเฉพาะ มีเยอะที่พนักงานขาย เอาของตัวอย่างมาขายนอกระบบแบบ ถูกๆ เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง

อุปกรณ์ช่วยขายเป็นสิ่งจำเป็น เหมือนกับคุณให้อาวุธกับทหารที่ไปรบ อาวุธดีเช่นปีน รถถัง เครื่องบิน ระเบิด โอกาสที่จะชนะช้าศึกก็มีมาก อาวุธไม่ดีเช่นเอาพรั่ว เอาจอบไปรบ.. คงสนุกดีนะครับ...

ควบคุมยอดขาย

เมื่อจัดตั้งทีม ต้องตั้งเป้าในการทำ อาจจะต้องตั้งเป้าใหญ่ทุกๆ 3 เดือน ตั้งเป้าทีมหรือสายงาน ตั้งเป้าแต่ละคน ทุกๆเดือน และ ต้องตรวจสอบ มีคนเก็บข้อมูลกลาง หรือ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วย และ คุณต้องเข้ามาดูยอดทุกครั้งเพราะนี่คือหัวใจที่คุณจ่ายให้ไป... (งานทั้งหมดของคุณก็แค่ทำส่วนนี้สำคัญที่สุด เวลาที่เหลือไปทำทางด้านอื่นๆเล็กน้อย)

ให้รางวัลพนักงาน หรือ จัดโปรโมชั่นให้พนักงานเป็นระยะ
ควรจะจัดตั้งรางวัลพนักงานขายดีเด่นทุกเดือน หากคนที่ทำได้ติดต่อกัน ก็จัดประชุม ให้พนักงานขายคนนั้นมาคุยวิธีการให้ฟังว่า สามารถทำได้อย่างไร แล้วนำวิธีการของพนักงานขายนั้น มาปรับเพื่อให้องค์กรสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น บางครั้งทำโปรโมชั่นสินค้า ก็อย่าลืมทำโปรโมช้นให้พนักงานด้วย เพราะจะเป็นการส่งเสริมการขายส่วนหนึ่งทีเดียว... (ให้เงินคนของเราดีกว่าให้คนอื่นๆ)

อย่าลืมเรื่องระบบจัดเก็บเงิน

ขายได้ก็อย่าลืมเรื่องระบบตรวจสอบเงินด้วยว่ายอดเงินที่ได้กับยอดขายสัมพันธ์กันอย่างไร บางที่ต้องได้เงินก่อนถึงจะจ่ายค่าคอมมิชชั่น ซึ่งทำให้พนักงานขายติดตามหนี้จากลูกค้าของบริษัทฯอีกทางหนึ่ง เพราะพนักงานขายก็ต้องการเงินเพื่อใช้จ่ายเหมือนกัน...

โดย อาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

ส่วนตัว บริหาร การตลาด เพื่อน

ส่วนตัว/บริหาร/การตลาด : "เพื่อน"


ส่วนตัว

เคยคิดถึงคำๆนี้กันมากขนาดไหน ชีวิตส่วนใหญ่เราจะมีเพื่อนที่ดีๆสักกี่คน มีเพื่อนที่มีความจริงใจให้กันสักกี่คน การคบกัน รู้จักกัน สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ แต่การรักษาเพื่อน รักษาความสัมพันธ์ ที่มีความรู้สึกที่ดีต่อกันนั้น เป็นสิ่งที่จะยากกว่า เพราะ กว่าจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันนั้น มันต้องใช้เวลา แต่การที่จะเสียความรู้สึกที่ดีๆไปนั้น มันง่าย และ เร็วมาก.. คิดถึงเพื่อนเก่า ที่มีความจริงใจบ้างหรือเปล่าหละตอนนี้.. ติดต่อหาเขาอยู่หรือเปล่าครับ... แล้วมีเพื่อนเก่าๆกี่คนที่ยังติดต่อกับเราอยู่ ยังมีความรู้สึกดีๆกับเราอยู่ ยังจริงใจและให้ความช่วยเหลือเราอยู่...


บริหาร

เราไม่สามารถทำงานได้เพียงคนเดียว เราไม่สามารถบริหารส่วนงานของเราโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ดังนั้น การผูกมิตรกับส่วนต่างๆ แผนกต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีอยู่เสมอ มนุษยสัมพันธ์ที่ดี จะทำให้งานบริหารบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อนทางงานบริหาร ยังคงเป็นเพื่อนที่เอื้ออำนวยการทำงานซึ่งกันและกัน ยังคงต้องมีการปรานีประนอม ยอมรับความสามารถของแต่ละบุคคล ความจริงใจที่ให้กันจะเป็นผลส่งให้ความเชื่อถือซึ่งกันและกันมีเพิ่มมากขึ้น

เพื่อนทางบริหารยังต้องรวมถึง ลูกน้องที่อยู่ใต้ร่มเงา การมองลูกน้องเป็นเพื่อนในทางบริหารนั้น ทำให้เราเข้าใจความต้องการของลูกน้องได้ดีขึ้น เข้าใจถึงการทำงานของเขาเหล่านั้น การแบ่งชนชั้น จะทำให้งานบริหารทำได้รวดเร็ว และ ได้ตามเป้าหมายก็จริง แต่เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน การคิดเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนที่กินเงินเดือนเหมือนกับเรา จะทำให้คุณค่าความเป็นคนของเรามีมากขึ้น ทำให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข...


การตลาด

เพื่อนทางการตลาด ระหว่างบริษัทฯ กับบริษัทฯ คนส่วนใหญ่ก็เรียก พันธมิตรทางการค้า ซึ่งมีไว้เกื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันขายสินค้า หากทำบริษัทเดียวก็อาจจะทำไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย แต่หากร่วมมือร่วมใจกัน โฆษณา โปรโมชั่น การแลกซื้อสินค้า และ แนวทางการตลาดอื่นๆ ก็จะส่งผลให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในกลุ่มพันธมิตร แล้วคุณมีพันธมิตรบ้างหรือยัง...

เพื่อนการตลาดอีกประเภทก็คือลูกค้าของเราครับ การให้ความห่วงใย นำเสนอสิ่งที่จะส่งเสริม และ สนับสนุนการเป็นอยู่ของลูกค้า การซื่อสัตย์กับลูกค้า เป็นสิ่งที่จะทำให้จิตใจของลูกค้านั้นมีความต้องการและโหยหาเพื่อนอย่างเรา การมุ่งหวังเพียงแต่จะได้ของเพื่อน ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นฉันใด การมุ่งหวังแต่กำไรของบริษัทฯจากลูกค้า ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นฉันนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า กับ เรา มีผลต่อการสั่งซื้อครั้งต่อๆไป หากคุณมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ก็จะพบว่า หากเขาต้องการสินค้าที่เรามี เขาจะใช้ของเรา หรือคู่แข่ง.. คุณยังต้องการเพื่อนที่เป็นลูกค้าอยู่หรือไม่.. แล้วคุณปฏิบัติกับเพื่อนของคุณอย่างไร...

เพื่อนรอบข้างมีมากมาย คุณอยากได้เพื่อนอย่างไร อยากได้ใจเพื่อนอย่างไร ก็ทำให้เขาก่อนอย่างนั้น.. เอาหลักการที่คุณคบกับเพื่อนแท้ และเอาหลักที่เพื่อนแท้ของคุณคบกับคุณ แล้วคุณก็เอาหลักการเดียวกัน มาประยุกต์เข้ากับงานบริหาร เข้ากับการตลาด.. ทำอย่างจริงใจ และ เป็นธรรมชาติ.. ผมว่าคุณก็จะมีเพื่อนมากมาย ทั้งในชีวิต งาน และ ธุรกิจ ของคุณ...

โดย อาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

ส่วนตัว บริหาร การตลาด วิธีการหาเพื่อนใหม่

ส่วนตัว/บริหาร/การตลาด : "วิธีการหาเพื่อนใหม่"


ผมจะพูดถึง 4 ประเด็นในการหาเพื่อนใหม่ครับคือ
1. เพื่อนๆแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่
2. เข้าไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่
3. การเป็นที่ยอมรับของสังคม
4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ
และทั้ง 4 ประเด็นก็สามารถใช้งานกับทั้ง เรื่องส่วนตัว การบริหาร และ การตลาดได้เช่นกันดังนี้ครับ



ส่วนตัว
1. เพื่อนๆแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ ก็เป็นลูกโซ่กันครับ อย่างน้อยเพื่อนของเราก็คัดเลือกคนที่ดีๆมาให้ก่อนแล้ว แล้วก็เป็นคนเข้ากันได้ง่ายเพราะเพื่อนเราสามารถอ้างอิงเราได้ อยากได้ข้อมูลของเพื่อนใหม่ก็ถามเพื่อนเก่าได้ สนิทสนมเร็ว

2. เข้าไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ อันนี้ต้องลดความอายลงให้มากเลยครับ กว่าจะสนิทกว่าจะเข้าใจกันก็คงต้องใช้เวลาคบหากัน ติดต่อกันพอสมควร ครับ.. กว่าจะเชื่อใจ กว่าจะเข้าใจกันครับ

3. การเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อให้คนที่อยากรู้จักคนในลักษณะอย่างเรา ได้เข้ามารู้จักกับเรา เข้ามาทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ทำให้เราสามารถเรียนรู้กันและกันได้เช่นกัน

4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ ก็จะเหมือนกับรู้จักกันไปเลย อย่างในเนทฯนี่ ก็เป็นลักษณะที่เห็นแต่ตัวอักษร ไม่รู้จักตัวตนจริงๆ พอไปพบไปเจอก็ทำให้เรารู้จักกันง่ายเข้าครับ



บริหาร

1. เพื่อนๆแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ เหมือนกับเพื่อนผู้บริหาร แนะนำเพื่อนมาทำงานกับสายงานของเรา หรือ แนะนำคนที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ หรือ เคยเจอปัญหาลักษณะนี้มาแล้ว ทำให้เรามีความรู้ที่แตกฉานมากขึ้น การแนะนำนั้นเป็นเรื่องปกติของการแนะนำคนเข้ามาทำงานในส่วนต่างๆ คุณจะได้คนที่มีความสามารถมาร่วมงานหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับเพื่อนคุณที่แนะนำเข้ามาแล้วครับ

2. เข้าไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ การที่จะเข้าไปหาเพื่อนร่วมงานใหม่สักคนก็ต้องใช้เวลาในการศึกษาซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการรับลูกน้องใหม่เข้าทำงานเป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาว่าเขามีความสามารถทางด้านใด มีความคิดอ่านเป็นอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราจึงสามารถจับจุดของคนๆนั้นได้ แล้วงานบริหารของเราก็จะทำได้อย่างราบรื่น และ ได้รับการยอมรับจากลูกน้องได้อย่างรวดเร็วครับ..

3. การเป็นที่ยอมรับของสังคม บริษัทฯใหญ่ๆจะเห็นว่า การรับสมัครคนเข้ามาทำงานสักตำแหน่งสองตำแหน่ง มีคนมาสมัครเป็นร้อย เป็นพัน ให้เลือก ในขณะที่ บริษัทฯเล็กๆ กลับไม่มีใครสนใจที่อยากจะสมัคร นั่นเป็นสิ่งยืนยันอย่างหนึ่ง และยิ่งหากผู้บริหารคนนั้น มีหน้ามีตาในสังคม เป็นคนที่มีความคิดความอ่าน มีความเป็นผู้บริหารเต็มร้อยแล้ว ก็มีส่วนที่จะทำให้คนมาสมัครงานเพื่อจะทำด้วย หรือแม้นแต่ดารา ก็มีคนที่อยากจะสมัครไปทำงานด้วยมากมายเช่นกัน..

4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ ไม่รู้ว่าคุณเป็นหรือเปล่า แต่ในวงการดารา มีมากเหมือนกัน อย่างเช่น มีดาราหลายต่อหลายคน มาจากเบื้องหลัง จัดฉาก แต่งหน้า หรือ มาเป็นเพื่อนที่เป็นดาราอีกที คราวนี้ เมื่อขาดดาราประกอบ หรือ ขาดดาราเพื่อแสดงหนังเรื่องใหม่ ที่มีลักษณะที่ตรงกับคนที่เคยพบในกองถ่าย ผู้กำกับก็คงไม่ต้องไปหาดาราที่อื่นๆอีกแล้วครับ.. เอาคนนี้แหละตรงตามบุคคลิกเลย..



การตลาด

1. ลูกค้าๆแนะนำลูกค้าใหม่ เป็นวิธีการดั้งเดิมทางการตลาด การบริการลูกค้าเก่าอย่างดี จะทำให้ลูกค้าเก่าเชื่อใจและวางใจเพื่อแนะนำ เพื่อนๆ ในวงการ หรือนอกวงการ ที่ต้องการสินค้าเรา หรือ บริการของเรา ให้เพื่อนๆเขาได้ใช้สินค้าหรือบริการที่ดีของเราอีกที แล้ว คุณได้บริการลูกค้าเก่า ให้ความช่วยเหลือลูกค้าเก่า หรือ ติดต่อกับลูกค้าเก่าบ่อยเพียงใด สนใจลูกค้าเก่ามากน้อยเพียงใด สิ่งเหล่านี้มันเป็นตัวบ่งชี้ได้ชัดเลยครับว่า คุณจะได้ลูกค้าจากการแนะนำได้มากน้อยเพียงใด ถ้าคุณมี คุณทำ คุณก็จะได้ต่อยอดการขายให้กับลูกค้าใหม่ออกไป แต่ถ้าไม่มีจงรีบทำได้แล้วครับ

2. เข้าไปทำความรู้จักลูกค้าใหม่ การตลาดส่วนใหญ่มุ่งเน้นลูกค้าใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าใหม่เสียทั้งเวลา และ เงินทุน กว่าจะได้มาสักรายไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะรู้ใจกันว่าชอบสินค้าลักษณะไหน ราคาประมาณเท่าใด ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แล้วหามาได้แล้วนั้นก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย ก็ต้องลองใจกันหละทีนี้..

3. เป็นที่ยอมรับของสังคม หากสินค้าหรือการบริการของคุณ เป็นที่ยอมรับในสังคม หรือมี Brand ที่มีฃื่อเสียง นั่นก็เป็นการันตีอย่างหนึ่งที่จะบ่งบอกว่า ลูกค้าจะเข้ามาเพื่อซื้อสินค้าและการบริการของคุณเองเช่นกัน ดังนั้น การสร้างแบรนด์ การสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทฯ ก็จะเป็นการสร้างการยอมรับในสังคม เพื่อให้คุณได้มีโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าหามากขึ้นด้วยครับ

4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเรา ถึงแม้นว่าตอนนี้ยังไม่สามารถใช้บริการ หรือ สินค้าของเราได้ แต่วันหน้าหากมีโอกาสที่จะซื้อสินค้า หรือ บริการในแนวเรา เขาจะนึกถึงสิ่งที่เค้าได้รับข้อมูลข่าวสารบ่อยๆ แล้วใช้บริการ หรือ สินค้านั้นๆ ทำไมเป๊ปซี่ หรือ โค้ก ยังต้องโฆษณากันอยู่ ทำไมเราได้เห็นโฆษณาของเหล้าอยู่บ่อยๆ โฆษณาของสินค้าที่เราไม่ได้ใช้อยู่บ่อยๆ นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่การตลาดต้องทำเพื่อสร้างลูกค้าในอนาคตเช่นกัน...

โดย อาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์


         สิ่งที่นักการตลาดกล่าวถึงกันมาก และผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคนี้ก็คือเรื่องของการสร้างหรือทำแบรนด์ ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า Branding ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่าตลาดส่วนใหญ่อยู่ในสภาพอิ่มตัว ผู้บริโภคมีแบรนด์(ตรา หรือยี่ห้อ) ให้เลือกมากมาย ทั้งตัวเลือกทางตรง เช่น Competing Brands ต่าง ๆ และตัวเลือกทางอ้อม เช่น Subsitugd Products ที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด รวมทั้ง Global Brands (ยี่ห้อสินค้าต่างประเทศ) ต่าง ๆ ที่ทยอยกันเข้ามาเจาะตลาดในประเทศและถล่ม Local Brands(ยี่ห้อสินค้าภายใน) อย่างยับเยิน เช่น Starbuck, McDonald’s และ KFC เป็นต้น ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ต้องยอมควักเงินเพิ่มขึ้น 4 ถึง 5 เท่า เพื่อซื้อกาแฟมียี่ห้อ อย่างStarbuck หรือไก่ยี่ห้ออย่าง KFC ในขณะที่สามารถซื้อกาแฟและไก่ย่างอร่อยๆ ที่ขายอยู่ทั่วๆไปแทบทุกตรอกซอกได้ในราคาถูก ๆ แม้แต่ ไก่ที่มียี่ห้อกำลังฮิต (Weaker Branded Chicken) อย่าง Chester Grill ก็ยังโดนไก่ที่มียี่ห้อเหนือกว่า(Storng Branded Chicken) อย่าง KSC ถล่มอย่างไม่ไว้หน้า CP ที่แย่กว่านั้นก็คือ ทั้ง KFC และ Chester Grill ต่างก็ซื้อไก่จาก CP แต่ก็พอติดยี่ห้อ KFC ปั๊บรสชาติก็อร่อยกว่า Chester Grill ในทุกสถานที่ที่ต้องเผชิญหน้ากันถึง 40 – 50 เท่า นี้ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องของ Branding ก็คงยากที่จะหาอะไรมาอธิบายถึงปรากฏการณ์ เหล่านี้ได้อย่างสมเหตุสมผล

ถึงแม้ว่าการสร้างแบรนด์ จะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดและกลยุทธ์ทางธุรกิจในปัจจุบันก็ตาม แต่ Branding เป็นสิ่งที่ค่อนมีใครเข้าใจมากที่สุด ทั้งอยู่ในวงการและนอกวงการการตลาด สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ Branding ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเปิดตำราทำกันได้ง่าย ๆ หรือคิดว่าอ่านตำราเยอะ ๆ แล้วจะทำได้ดี ตลอดทั้งไม่สามารถที่จะนำวิธีการสร้างแบรนด์ที่ได้ผลกับแบรนด์หนึ่ง มาใช้กับอีกแบรนด์หนึ่งอย่างได้ผลดี

นักการตลาด นักธุรกิจ นักโฆษณา นักเขียน และนักวิชาการ มีความเชื่อว่าอย่างผิด ๆ ว่า Branding คือการโฆษณาหรือเป็นเพียงการบริหารจัดการภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ หรือเป็นเพียงกิจกรรมการตลาดที่เลือกสรรมาเพื่อสร้างแบรนด์ แต่แท้จริงแล้ว Branding เป็นเครี่องมือหลักในการในการสร้างสรรค์และรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรที่เรียกว่า Competitive Advantage การสร้างแบรนด์จะสำเร็จก็ต่อเมื่อแบรนด์นั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือวัฒนธรรมที่ทุกคนยอมรับ ดังนั้น Branding จึงเป็นมุมมองของการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ในคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นในสังคมนั้น ๆ

โดยทั่วไปคิดว่าการสร้างตราสินค้า, สัญลักษณ์,เครื่องหมายการค้าและคุณสมบัติเฉพาะที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักคือการสร้างแบรนด์ แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นรูปโฉมภายนอกของผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากความหมายและประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจที่ควรค่าแก่การติดตามของผู้บริโภคจึงทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะร่วมกันทำให้เกิดแบรนด์ที่จะถูกจดจำได้อย่างมีความหมายในใจของผู้บริโภคผิดกับแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง McDonald’s , IBM
และ KFC เป็นต้นที่มีประวัติศาสตร์(Brand History) ในใจของผู้บริโภคมาช้านานที่เกิดจากการสร้างสมประสบการณ์จากการใช้ผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่พบเห็นจากสื่อโฆษณาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งจะมีในนิตยสาร และข้อความในหนังสือพิมพ์ที่เขียนวิจารณ์แบรนด์ ตลอดจนการพูดถึงแบรนด์ในวงสนทนากับเพื่อนฝูงและผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง และสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้แบรนด์มีความหมายที่ควรค่าแก่การจดจำขึ้นทุกทีจนในที่สุดทำให้เกิด Branding Culture

ปัจจัยที่ทำให้เกิดBranding Culture(วัฒนธรรมตรา)

1. บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์จะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของตรา และวัฒนธรรมตราโดยการใช้กิจกรรมต่าง ๆ ทางการตลาด และพยายามสื่อสารให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้าใจเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์

2. การนำเสนอตัวผลิตภัณฑ์ และชื่อตรา ในสื่อต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความตรึงตราตรึงใจ เช่นภาพยนตร์ จอเงินจอแก้ว นิตยสาร และอินเตอร์เน็ต

3. ผู้บริโภคหรือผู้มีอิทธิพลต่อการบริโภค มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างตรา เช่นผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้นำ ผู้ชำนาญเฉพาะทาง คอมลัมนิสต์ นิตยสาร ดารานักร้อง พ่อแม่เพื่อนๆ เป็นต้น ส่งผลทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกอยากบริโภคสินค้าและมีความมั่นใจในการบริโภคสินค้านั้นอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ผู้บริโภคมีตราตรึงจิต ทำให้มีเกิดส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้เกิดวัฒนธรรมตรา Branding Cluture ทำให้เกิดผล ดังนี้

1. พฤติกรรมการบริโภคของคนมากขึ้น ในแง่จิตวิทยา ถ้ามนุษย์เมื่อคุ้นเคย และพอใจสิ่งนั้นใดมาก ๆแล้วไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามหาสิ่งใดมาทดแทน และไม่ต้องการรับรู้หรือแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์อื่นไม่ว่าแบรนด์เหล่านั้นน่าสนใจสักเพียงใด เช่นใช้เครื่องโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งจนเคยชินด้วยการยอมรับตราสินค้าว่าใช้ง่ายและสะดวกที่สุด แล้วก็พอใจระดับหนึ่งกับการใช้สอยและรูปแบบต่างๆที่มีอยู่ในเครื่องแบรนด์นั้นเราก้ไม่พยายามที่จะดินรนหาข้อมูลเกี่ยวกับมือถือยี่ห้ออื่น

2. ที่สร้างแบรนด์เข้มแข็ง ทำให้เจ้าของแบรนด์มีอำนาจต่อรองในการเจรจากับผู้จำหน่ายสินค้า

3. สร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ ทำให้สินค้ามียอดจำหน่ายค่อนข้างยั่งยืน และยากที่จะลอกเลียนแบบได้โดยง่าย

4. ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในตัวสินค้า ทั้งๆ ที่ไม่เคยใช้แบรนด์นี้มาก่อน

5. ทำให้ผู้บริโภคยอมเสียเงินเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากซื้อสินค้าที่ไม่มีแบรนด์

Brand value (คุณค่าของตรา) เกิดขึ้นจาก


1. คุณค่าของตราที่มีชื่อเสียง เกิดจาก ประวัติของตรา และวํฒนธรรมตรา

2. ความสัมพันธต่อตรา (Brand Relationship)ที่ดีต่อลูกค้า ทำให้เกิดความเชื่อถือในแบรนด์ เมื่อออกสินค้าใหม่ ๆ ลูกค้าก็ตัดสินใจซื้อแบรนด์นั้นไม่ยาก เนื่องมาจาก ประวัติตรา ภาพพจน์ และสังคมตรา(Brand Association)

3. ประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์นั้น ๆ ในทิศทางที่ถูกสร้างขึ้นจาก วัฒนธรรมตรา (Brand Culture)

4. Symbolic Value ในด้านการรับรู้ของผู้บริโภคเมื่อเลือกใช้แบรนด์นั้น ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นใน 3 รูปแบบ คือ
. . 4.1 ให้ความรู้สึกถึงความแตกต่างตาม Brand Identity
. . 4.2 การที่ผู้ผลิตทำให้เกิดความรู้สึกมีหน้ามีตาทางสังคม (Social status) เช่น ผู้ใช้ Benz ผู้ใช้กระเป๋า Louis Vaitton เป็นต้น
. . 4.3 ให้มีความรู้สึกแตกต่างจากคนอื่น เช่น Exclusive sport club, Platinum Credit Card เป็นต้น

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์


1. ต้องดูเป้าหมายขององค์กร มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไม่ควรฝืนทำ เนื่องจากไม่ใช่ว่าทุกเป้าหมายขององค์กรจะเกี่ยวข้องกับสร้างแบรนด์ไปหมด ดังนั้นต้องดูเป้าหมายใดเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนลูกค้าให้รับรู้ Product Value การสร้างแบรนด์ไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น

2. ต้องมีการประเมิน Brand Cultrue ของเราอยู่จุดใด และเปรียบเทียบแบรนด์ของคู่แข่ง

3. วิเคราะห์คู่แข่งขัน และสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อหา Branding Opportunity โดยต้องทำ Benchmark กับคู่แข่ง เพราะหัวใจของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ คือ การที่จะสื่อสาร Superior Brand Value อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน การประเมิน Brand Culrue จึงควรเปรียบเทียบกับคู่แข่งให้ชัดเจน

4. การกำหนด Brand Slrategu พิจารณาจากข้อมูลทั้ง 3 ที่กล่าวข้างต้น ประกอบกับ Brand Culture ของเราที่เป็นปัจจุบัน จะทำให้เราสามารถพัฒนา Brand Culture ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำBrand Culture จะต้องมี แผนปฏิบัติการที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าต้องใช้ส่วนผสมของตลาด (Marketing Mix) อะไรบ้าง และนำมาใช้อย่างไรในการสร้างแบรนด์ให้สอดคล้องต่อเนื่องโดยไม่ขัดกับกิจกรรมทางการตลาดที่ทำมาก่อนหน้านี้

เครื่องมือการตลาด


ในการสร้างแบรนด์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการทำโฆษณา การส่งเสริมการขาย การตั้งราคาและการออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงกิจกรรมทุก ๆ อย่างที่บริษัทได้ทำออกมาแล้วลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรับรู้ได้ว่าบริษัทจะตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจทำ เครื่องมือการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นการช่วยสร้างแบรนด์ให้ได้ตามความต้องการ ต้องบรรลุวัตถุประสงค์ทางการค้าด้วย

เครื่องมือการตลาด มีองค์ประกอบ 7 อย่าง คือ

1. นโยบายทางด้านผลิตภัณฑ์ รวมถึงการให้บริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอิทธิพลต่อการยอมรับของลูกค้าและส่งผลต่อแบรนด์สูงสุด นั่นก็คือ Product Design

2. การแพคเกจจิ้งบรรจุภัณฑ์ ต้องสื่อถึงเรื่องราวของแบรนด์ และช่วยสร้างภาพพจน์ให้กับแบรนด์และความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ภายในบรรจุภัณฑ์นั้น

3. การใช้โฆษณาในการสร้าง Brand Culture เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะสื่อโฆษณาสามารถบอกเรื่องราวเกี่ยวกับBrand ได้อย่างดี ดังนั้นโฆษณาที่ดีมีคุณภาพทำให้เกิดเกิดอิทธิพลต่อแนวความคิดของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์และภาพพจน์ของแบรนด์ให้เป็นไปตามแนวทางที่ผู้ผลิตต้องการ

4. การใช้ประชาสัมพันธ์โดยการใช้ผู้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค เช่นผู้เชี่ยวชาญ นักกีฬา ดารา ที่รู้จักแพร่หลายให้พูดถึงผลิตภัณฑ์หรือประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้เกิด Popular Culture

5. ใช้กลยุทธ์ด้านราคา และการทำการส่งเสริมการขายมาช่วยในการสร้างแบรนด์ การส่งเสริมการขายไม่เน้นด้านราคากับแบรนด์ของคุณ จะทำให้แบรนด์ไม่เสียคุณค่า เช่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง หรือการทำ Co-Promotion ร่วมกับแบรนด์ที่มีราคาก็จะทำให้สินค้าดูมีเกรดขึ้น

6. การใช้ทีมงานขายในการสร้าง Brand Value เนื่องจากพนักงานขายที่มีความสามารถจะช่วยพูดให้ผู้ซื้อได้ให้เห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ และเล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ให้ลูกค้าเข้าใจ ทำให้ส่งผลในการช่วยสร้าง Brand Culture ให้เกิดขึ้น

7. การเลือกช่องทางการจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทางการค้าปลีกที่สัมผัสกับลูกค้าโดยตรง จึงส่งผลต่อการสร้าง Brand Culture

ตัวชี้วัดในการสร้างแบรนด์ ( KBI หรือ Key Branding Index)


เป็นการติดตามประเมินผลของแบรนด์ที่เราได้สร้างขึ้นมา สามารถประเมินผล 4 อย่างคือ

1. Brand Loyalty Index (BLI) โดยใช้หลักการที่ว่าเมื่อคุณค่าของแบรนด์เพิ่มขึ้น ลูกค้าควรจะต้องซื้อแบรนด์ นั้น ๆ บ่อยขึ้นและเปลี่ยนใจไปซื้อแบรนด์อื่น ๆ น้อยลง

2. Brand Attitude Index ( BAI) เป็นการวัดทัศนคติของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ โดยใช้หลักเมื่อแบรนด์มีคุณค่ามากขึ้น เป็นที่รู้จักและยอมรับของผลประโยชน์จากแบรนด์ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ทัศนคติของลูกค้ากลุ่มนี้ที่มีต่อแบรนด์ จะมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นไปเรื่อย

3. Brand Relationships Index (BRI) โดยอาศัยหลักที่ว่าเมื่อคุณค่าของแบรนด์สูงขึ้นในใจของลูกค้า ๆ ก็จะรู้สึกว่าชีวิตประจำวันของตนนั้นต้องพึ่งพาแบรนด์เหล่านั้นเพิ่มขึ้น จนก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อย ๆ กับแบรนด์เหล่านี้อย่างไม่รู้ตัว จนก่อให้เกิดความผูกพันกับแบรนด์ทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆเช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนรู้ใจ

4. Brnad Equity Index (BEI) เป็นผลจากการสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจึงทำให้บริษัทตั้งราคาได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่งที่เหมือนกัน หรือตั้งราคาที่เท่ากันแต่ขายได้มากกว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่ง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการสร้าง ตราสินค้า เป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของธุรกิจ ทั้งนี้เพราะมูลค่าของตราสินค้ามีแต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปและจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ถ้าสร้างแบรนด์ ตรงกันข้ามกับทรัพย์สินทั่วไปของธุรกิจที่มีแต่จะเสื่อมราคาลงไปทุกปี ตัวอย่างเช่น มูลค่าของบริษัท Nike ทั้งหมด 80 % มาจากแบรนด์ ส่วนทรัพย์สินจริง ๆ มีมูลค่าเพียง 20% ของมูลค่ารวมทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่งถ้าคุณจะซื้อบริษัท Nike วันนี้คุณต้องควักเงินจ่ายมากกว่ามูลค่าจริงของทรัพย์สิน ถึง 4 เท่า

ท้ายนี้หวังว่า กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ จะสามารถนำไปใช้งานได้ และทำให้คุณหันมาสนใจกับการสร้างแบรนด์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง วันหนึ่งคงจะได้เห็นแบรนด์ของคนไทยผงาดอยู่ในตลาดโลกอย่างสง่างาม

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรสงคราม
5 ก.ค. 2550

การตลาดแบบตรง 3

การตลาดแบบตรงผ่านสื่อสาธารณะ
Mass Media Direct Response

      เป็นอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับการตลาดแบบตรง ซึงตอบสนองลูกค้าด้วยการเสนอข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะในด้านต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ป้ายโฆษณาข้างรถเมล์ ป้ายโฆษณาตามรถไฟฟ้า โดยมีการส่งเสริมกิจกรรมการขาย ด้วยการ ลด แลก แจก แถม ชิงโชค หรือแจกเอกสารเพื่อแลกตัวอย่างสินค้า

ข้อดี





การตลาดแบบตรง 2

กลยุทธ์การตลาดตรงผ่านสื่ออีเล็คโทนิกส์

 Marketing strategy for the media outlet's Knicks

E Commerce

E Commerce

        ปัจจุบันมีความเจริญด้านเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ Computer จึงส่งผลให้มีการนำข้อมูลและบริการที่เกี่ยวเนื่องกันมาจัดประชาสัมพันธ์ในการผลิตแบบใหม่ เข้าเศรษกิจใหม่ พาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ สิ่งที่สำคัญในการทำตลาดแบบตรงด้วยระบบอินเตอร์เน็ตนั้น สามารถลดต้นทุนด้านการตลาดได้อย่างมาก

ข้อดี Advantages

  1. ต้นทุนต่ำ  Low cost
  2. เลือกกลุ่มเป้าหมายได้  Select a target audience
  3. ส่งข่าวได้เป็นช่วงเวลา  Send to a period of time
  4. โฆษณาอย่างต่อเนื่อง  The ad continues
  5. เป็นการโฆษณาที่ส่งผลถึงตลาดต่างประเทศ   The ads were to overseas markets

ข้อเสีย  Disadvantages

  1. ยากต่อการประเมินผลกระทบจากการโฆษณา  Difficult to assess the impact of advertising
  2. ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ   Costly and more

การนำไปใช้  Adoption

  1. สร้างความเหมาะสมในการส่งเสริมการขาย  The right to promotion
  2. ให้ข้อมูลที่สมบูรณ์  The complete data

การตลาดแบบตรง 1

Direct mail marketing strategy

กลยุทธ์ตลาดแบบตรงทางไปรษณีย์

 Direct Mail

 Direct Mail

      
         Direct Mail จดหมายมีลัษณะพิเศษทีน่าสนใจ คือ การเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง มีความเป็นไปได้ที่จะถูกเห็นและถูกอ่านสูง ผู้ประกอบการสามารถเลือกเป้าหมายได้อย่างเสรี ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเนื้อหาและรูปแบบที่นำเสนอแก่ผู้บริโภค ตอบสนองจากผู้บริโภคหรือผู้รับเร็วและเห็นผลชัดเจน สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขายสินค้าให้ลุล่วงไปโดยลำพังได้ คู่แข่งไม่รู้สภาพของกิจการสามารถดำเนินการได้ทันทีและเรียบง่าย ในการส่งจดหมายมีหลายแบบ เช่น ไปรษณียบัตร แผ่นโปสการ์ด จดหมาย แผ่นพับ ใบปลิวโฆษณา  จุลสาร ที่กล่าวมานี้เหมาะกับผู้ประกอบการทั่วไป เช่น ร้านค้า บริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่


กลยุทธ์ตลาดแบบตรงทางไปรษณีย์



Direct mail marketing strategy

ข้อดี  Advantages

  1. สามารถคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย   Selected target groups 
  2. มีความยืดหยุ่น  Flexibility
  3. ขนาดการโฆษณา  And advertising 
  4. คุณภาพสูง    High quality
  5. ใช้ภาษาที่ดี  Good use

ข้อเสีย  Disadvantages   

  1. กว้างเกินที่จะระบุขอบเขตที่ต้องการ  Too wide to identify the extent required
  2. มีการเปลี่ยนแปลงเป็นกิจการอื่น  there are other changes
  3. ราคาสูง  High price

การนำไปใช้  Adoption

  1. เมื่อต้องการระบุความชัดเจน   To identify clear
  2. เมื่อเวลาและพื้นที่ไม่จำกัด  Time and space is limited  
  3. เมื่อต้องการเกี่ยวกับรายการโฆษณาระยะยาว   To advertise on the long term

ข้อดีของการตลาดแบบตรง

ลักษณะและข้อโดดเด่นของ

การตลาดแบบตรง

  • ผู้ประกอบการสามารถเลือกเข้าถึงเจาะกลุ่มลูกค้าได้ Selective reach
  • ผู้ประกอบการสามารถส่งข้อมูลไปยังกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรายย่อยๆได้ Segmentation capabilities
  • สามารถเพิ่มหรือลดความถี่ได้ตามความเหมาะสม Freguency
  • สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายไม่ใช้เวลานานในการปรับเปลี่ยน Flexibility
  • มีลักษณะเป็นส่วนบุคคลมีนโยบายความเป็นส่วนตัว Personalization
  • ประหยัดต้นทุนเวลา Timing
  • ต้นทุนของกิจกรรมในการทำตลาด Costs
  • สามารถตรวจสอบวัดผลได้ Measures of effectiveness

การตลาดแบบตรง

โดยกาารใช้สื่อ 

Media Direct Marketing

  • การตลาดแบบตรงทางไปรษณีย์ Direct Mail
  • การตลาดตรงผ่านสื่ออีเล็คโทนิกส์ E-Commerce
  • การตลาดแบบตรงผ่านสื่อสาธารณะ Mass Media Direct Response
  • การตลาดแบบตรงทางโทรศัพท์ Tele-Marketing
  • การตลาดแบบตรงโดยใช้แค็ตตาล็อก Catalog Marketing

ตลาดกลุ่มเป้าหมาย


    The target market

       เรื่่องของการเลือกผลิตสินค้า ถือเป็นหัวใจสำคัญมากของผู้ประกอบการเพราะหากไม่มีสินค้าที่ต้องการแล้ว ผู้ซื้อก็จะไม่สนใจ ดั่งนั้นแล้วหลัการตลาดผู้ประกอบการจึงเริ่มต้นด้วยการผลิตสินค้าที่มีความต้องการเสียก่อนเพื่อสนองความต้องการของลูกค้ายกตัวอย่างเช่น สินค้าหายากหรือไม่ก็มีชิ้นเดียวในโลก เพราะการสินค้าที่มีความแตกต่างไปจากสินค้าในท้องตลาดจะช่วยให้ขายสินค้าได้ และสินค้าพิเศษนี้ก็ต้องเป็นที่ต้องการของตลาด เมื่อมีสินค้าที่ต้องการแล้วก็จะทำให้ผู้ซื้อวิ่งเข้ามาสั่งซื้อสั่งจองสินค้าจากบริษัทของคุณเอง กรณีนี้บางคนอาจกล่าวว่าเป็นการผูกขาดตลาด แนวคิดที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างยังมีอีกมากมายหลายแนวคิดในการทำธุรกิจที่จะช่วยผู้ประกอบการเลือกผลิตสินค้า โดยการเลือกผลิตสินค้าที่ดีก็เหมือนการเริ่มต้นที่ดี แต่การมีสินค้าที่มีความต้องการของตลาดก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ ยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้จะต้องทำให้ครบแล้วจะประสบความสำเร็จได้

Maket   ตลาดแบ่งได้

Business to Business 

B2B

เป็นการค้าระหว่าง ธุรกิจกับธุรกิจ ที่มีการซื้อในปริมาณที่มาก มูลค่าซื้อขายสูง ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายระหว่างผู้ผลิตสินค้ากับผู้ผลิตวัตถุดิบและ ตัวแทนจำหน่าย

 Business to Consumer 

B2C

คือการค้าระหว่างเจ้าของสินค้ากับผู้บริโภค โดยมีการสั่งซื้อสินค้าจำนวนไม่มาก  มูลค่าซื้อขายแต่ละครั้งไม่สูง

Business to Government 

B2G

การค้าระหว่างธุรกิจกับองค์กรรัฐ คือการเชื่อมความสัมพันธ์ในระบบทางการค้าของธุรกิจกับองค์กรของรัฐ มูลค่าซื้อขายสูงซื้อปริมาณมาก แต่ผลตอบแทนไม่ได้มากเหมือนกับการค้าระหว่าง ธุรกิจกับธุรกิจ เจ้าของสินค้ากับผู้บริโภค

Consumer to Consumer 

C2C

เป็นการค้าระหว่างบุคคลทั่วไปที่ทำการซื้อและมีบุคคลทั่วไปทำการขาย ใช้บริการกันเอง หรือแลกเปลี่ยนสินค้า 


ประโยชน์ของการตลาดออนไลน์

ประโยชน์ของการตลาดออนไลน์    

 Internet Marketing

        
         แม้ว่าอินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ดี ต้นทุ่นต่ำ หากผู้ประกอบการใช้แบบไม่มีศีลธรรมและความจริง ผลเสียผลตอบรับทางด้านลบก็จะย้อนกลับมายังบริษัทอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ประสบความสำเร็จมักจะมีรูปแบบการใช้งานอินเตอร์เน็ต แบบผสมผสานและสอดรับกัน ระหว่างกิจกรรมการตลาดออฟไลน์ Offline Marketing คือกิจกรรมการตลาดนอกอินเตอร์เน็ตและกิจกรรม การตลาดออนไลน์ Online Marketing  คือธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ E-commerce ธุรกิจผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อทดสอบการตอบรับทาง การตลาดและใช้กิจกรรมทางการตลาดปกติเข้ามาเสริมความหนักแน่นและความเชื่อถือ การแบ่งปันประสบการณ์มนอินเตอร์เน็ตระหว่างคนที่มีความสนใจคล้ายกัน จึงเป็นจุดที่ผู้ประกอบการต้องไม่มองข้ามดังนั้น ผู้ประกอบการที่คิดจะใช้ กลยุทธ์การตลาดทางอินเตอร์เน็ตก็จะต้องตื่นตัวคอยให้ข้อมูลทางด้านบวกและเป็นจริงของธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

ประโยชน์การตลาด

The benefits of online marketing

 ผู้บริโภค Consumers 


  • ความสะดวก 
  • ข้อมูล  Information
  • ไม่ต้องรอคิว  Do not wait
  • ไม่ต้องรอฟังคำตอบ  I am waiting to hear the answer
  • ได้สินค้าตรงตามความต้องการ  The product meets the requirements
  • ไม่ต้องเดินทาง  No need to travel
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย  Cost savings
  • เข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา  Access to information at any time


ผู้ประกอบการ Companies 

  • เปลี่ยนแปลงข้อมูลง่าย  Change it
  • ต้นทุนต่ำ  Low cost
  • สร้างความสัมพันธ์  Relationship
  • ไม่ต้องคอยตอบคำถาม  To answer questions  
  • ตรงกลุ่มเป้าหมาย  Targeted
  • เป็นพนักงานขายตลอด 24 ชั่วโมง  As a salesman for 24 hours
  • คาดกาณ์จำนวนผู้ซื้อได้  Cope with the expected number of buyers
  • สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก  You can reach customers around the world
  • เก็บข้อมูลความต้องการของลูกค้าได้  Storage needs of our customers
  • ลดต้นทุนการติดต่อสื่อสาร  Reduce the cost of communication

ช่องทางการตลาดออนไลน์

ช่องทางการตลาดออนไลน์

กลยุทธ์ การตลาดออนไลน์


          กลยุทธ์ ที่สำคัญจะเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการ ให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องรู้จักลุ่มลูกค้า ใครคือผู้ ซื้อทีละจำนวนมากหรือน้อย มีพฤติกรรมการซื้อเป็นยังไง ทำยังไงจะเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรงกลุ่มเป้าหมาย  Internet คือกลยุทธ์ อีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยโฆษณา ติดต่อ สื่อสาร กับลูกค้าได้ตรงกลุ่ม เป้าหมาย            





ช่องทางการตลาดออนไลน์

Internet Marketing

  1. เว็บไซต์ขายของ      Website For sale
  2. เว็บไซต์โฆษณา        Website advertising
  3. สร้างเว็บไซต์              Website
  4. ซื้อพื้นที่ในโฆษณาเว็บไซต์       Buy advertising space on the site
  5. โฆษณาออนไลน์         Online advertising 
  6. โฆษณาในห้องสทนา   Advertising in a Water Heater


การวิจัยตลาด

Market research

รูปแบบการวิจัยตลาด

การวิจัยตลาด 

Market Research


  การศึกษาถึงลักษณะทั่วไปของตลาด การศึกษาคู่แข่งขัน เพื่อวิเคราะห์ Barrier จุดแข็งและจุดอ่อนของคู่แข่งขัน ศึกษาสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงส่วนครองตลาด   


การวิจัยผู้บริโภค 

Consumer  Research
   การวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้สินค้าหรือผู้ซื้อสินค้าและการบริการ โดยจะศึกษาถึงเหตุและผลของการซื้อของผู้บริโภค วิเคราะห์ถึงปัจจัยโดยรวมที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อและใช้สินค้า/บริการ รูปแบบการซื้อสินค้า ความถี่ และจำนวนในการซื้อสินค้า


การวิจัยผลิตภัณฑ์ 

Product Research 
    เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาถึง การยอมรับของผู้บริโภค ที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะและรูปแบบของการออกแบบผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า Brand เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภค

การวิจัยราคา 

Pricing Research 
    วิจัยเพื่อ ศึกษาถึงกำลังการซื้อของผู้บริโภค ความเหมาะสมของราคาที่มีต่อสินค้าและบริการ และยังสามารถวัดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงของราคาต่อปริมาณซื้อของผู้บริโภคได้อีกด้วย

การวิจัยโฆษณา 

Advertising Research 
    เพื่อศึกษาถึง การโฆษณาว่าสื่อได้ถึงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ สามารถสร้างความถึงดูดใจได้หรือไม่ เพิ่มยอดขายให้ท่านได้หรือไม่

การวิจัยการขาย 

Sales Research  

การตลาด
    เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาถึง วิธีการขาย พนักงานขาย Sell เช่น จะใช้กลยุทธ์การส่งเสริมการขายแบบใดในการขายสินค้า จะขายยังไง ขายเงินเชื่อหรือเงินสด จะใช้พนักงานขายกี่คนเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย

การวิจัยการจัดจำหน่าย 

Distribution Research  Market
    เป็นการศึกษาถึง ระบบการจัดจำหน่าย สถานที่ตั้ง ทำเลของร้านค้าและคลังสินค้าที่เหมาะสม ซึ่งจะสามารถช่วยให้เข้าใจถึงการดำเนินงานของร้านค้าปลีกและส่งได้อย่างดีอีกด้วย