แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Market แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Market แสดงบทความทั้งหมด

ธุรกิจและการลงทุนเริ่มต้นสร้างได้

ธุรกิจและการลงทุน เริ่มต้นสร้างได้ ... ไม่ต้องใช้เงิน (เยอะ)
.
แม้ว่าการเป็นหนี้จะทำให้เราไม่มีเงิน แต่การไม่มีเงินไม่ใช่ข้อจำกัดของการลงทุน น่าเสียดายที่หลายคนใช้ข้อจำกัดนี้ปิดโอกาสการสร้างธุรกิจของตัวเอง
.
ผมเริ่มต้นลงทุนสร้างธุรกิจแรกในปี 2548 ด้วยเงินลงทุนเพียง 2,500 บาท หุ้นกันกับเพื่อนอีก 2 คนทำธุรกิจฝึกอบรม เงินลงทุนเริ่มต้น 7,500 บาทของพวกเราถูกนำไปลงทุนซื้อเครื่องแฟกซ์ (ปรินเตอร์และสแกนเนอร์) 1 เครื่องราคา 3,600 บาท ซื้อชื่อโดเมนและเช่าโฮสต์สำหรับทำเว็บไซต์ 800 บาท
.
หนึ่งในหุ้นส่วนของผมเขียนเว็บไซต์ได้ เราจึงทำเว็บมีรายละเอียดแค่ 2 หน้า หน้าข้อมูลสัมมนาหนึ่งหน้าหน้ารับสมัครอีกหนึ่งหน้า เราติดต่อวิทยาการเก่งๆมาบรรยายให้ (ยังไม่ต้องจ่ายเงิน) เราติดต่อจองสถานที่สัมมนา (ยังไม่ต้องจ่ายเงิน) เราติดต่อลงโฆษณากับหนังสือพิมพ์ธุรกิจ (ยังไม่ต้องจ่ายเงิน)
.
ธุรกิจของเรารับเงินสดจ่ายเงินให้กับคู่ค้าหลังจบบริการ มันสร้างรายได้หลักแสนให้กับพวกเราในปีแรก และกลายเป็นเงินล้านในปีต่อมา
นี่คือการลงทุนภายใต้หลักคิด “ไม่ต้องใช้เงิน” หรือ “ใช้เงินให้น้อยที่สุด” !!
.
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งทำธุรกิจสั่งซื้อของจากต่างประเทศมาขาย เขานำภาพถ่ายสินค้าจากบริษัทเจ้าของสินค้ามาลงโฆษณาบนเฟสบุ๊ค จากนั้นก็เปิดให้ลูกค้า Pre-order โดยโอนเงินมาก่อนครึ่งหนึ่ง เมื่อได้คำสั่งซื้อจำนวนหนึ่งก็ให้แฟนที่อยู่ต่างประเทศสั่งซื้อของโดยใช้บัตรเครดิต แล้วส่งของกลับมาเมื่อเรียกเก็บเงินลูกค้าได้ก็นำเงินไปชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวนไม่มีหนี้คงค้าง
.
เป็นอีกธุรกิจที่แทบไม่ต้องลงทุนอะไรไปก่อนเลย แต่สามารถสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
.
ในปัจจุบันธุรกิจประเภทนี้ใช้ระบบให้ลูกค้าโอนเงินเต็มจำนวนเลยด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าเจ้าของธุรกิจรับหน้าที่เป็นผู้จัดหาสินค้าโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆเลย
.
ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งไม่ค่อยมีสตางค์เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งไม่กี่พัน ก็นำไปสมัครเรียนคอร์สการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์
.
หลังเลิกงานเขาแบ่งเวลาไปหาทรัพย์สินดีดีมาเก็บไว้ในพอร์ต แล้วช่วยลูกค้าโฆษณาทุกครั้งที่ขายบ้านได้เขาได้ส่วนแบ่ง 3 เปอร์เซ็นต์
นี่ก็เป็นการเริ่มต้นสร้างธุรกิจด้วยไม่ต้องใช้เงิน
.
ในโลกของการลงทุนการไม่มีเงินไม่เคยเป็นข้อจำกัด จริงอยู่ที่การลงทุนจำเป็นต้องใช้เงินแต่ก็ไม่มีกติกาใดในโลกที่บอกว่าเราต้องใช้เงินของเราเอง
.
คนที่เป็นหนี้หากรู้จักบริหารความคิดของตัวเอง ไม่เอาใจไปจดจ่อกับทุกข์มากจนเกินพอดี ก็มีโอกาสที่จะมองเห็นช่องทางการลงทุนได้
.
หลักคิดง่ายๆ ก็ในเมื่อไม่มีเงินแล้ว ก็จงลืมเรื่องเงินไปมองหาช่องทางหรือโอกาสการลงทุนให้เจอเสียก่อน แล้วถ้าต้องใช้เงินในการเริ่มต้นโอกาสนั้น ก็ค่อยมาคิดกันอีกทีว่าเราจะหาเงินมาจากไหน
.
ปิดท้ายกันอีกสักเคส … ผมมีบ้านเช่าอยู่หลังหนึ่งเป็นบ้านเช่าย่านลาซาล 2 ชั้นเจ้าของเดิมสร้างและต่อเติมกั้นห้องเป็นบ้านเช่า 5 ห้องนอน 3 ห้องน้ำเก็บค่าเช่าได้รวมเดือนละ 12,000 บาท (สภาพดูไม่สวย แต่คนเช่าเต็ม ราคาห้องเช่า 2,000-2,500 บาทต่อห้อง)
.
ตอนนั้นเจ้าของประกาศขายเลหลัง 1,400,000 บาท เพราะต้องการนำเงินไปลงทุนกิจการอื่น ถ้ากู้ 100 เปอร์เซ็นต์ก็จะผ่อนธนาคารตกเดือนละ 10,000 บาท มีส่วนต่างเล็กๆ 2,000 บาท
.
ผมเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ได้ตอนที่ข้อมูลเครดิตของผมยังมีรายการผิดนัดชำระหนี้เต็มไปหมด (ที่พวกเราชอบเรียกกันว่า "แบล็คลิสต์" นั่นแหละ) แถมยังตกงานอีกต่างหาก
.
คำถามคือผมซื้อบ้านหลังนี้ได้อย่างไร? จะใช้เงินคนอื่น (Other People's Money: OPM) โดยการกู้เงินธนาคารมาซื้อก็ไม่ได้เพราะสลิปเงินเดือนไม่มีแถมคดีอีกเพียบ
.
คิด คิด คิด ...
.
อย่างที่บอกครับ ออกไปหาโอกาสให้เจอก่อน เมื่อเจอโอกาสแล้วสมองคุณจะคิดออกเองว่าต้องทำอย่างไร อย่าใช้เงินเป็นข้อจำกัด แต่จงใช้โอกาสเป็นแรงผลักในการหาคำตอบ
.
สุดท้ายเคสนี้ผมใช้สลิปเงินเดือนแฟนครับ ใช้เงินคนอื่นไม่ได้ก็ใช้เครดิตคนอื่นแทน 555
.
แก้ปัญหาง่ายๆได้บ้านมา 1 หลังมีคนผ่อนให้แถมได้ค่าขนมอีกเดือนละ 2,000 บาทครบ 3 ปีรีไฟแนนซ์ เอาเงินส่วนต่างไปลงทุนต่อ
.
อย่าให้การเป็นหนี้และการไม่มีเงินเป็นข้อจำกัดสู่การมีอิสรภาพทางการเงินนะครับ
.
สู้โว้ยยยยยยย .....
.
#TheMoneyCoachTH
.
ที่มา: หนังสือเปลี่ยนหนี้เป็นอิสรภาพทางการเงิน โดย The Money Coach จักรพงษ์ เมษพันธุ์

VI = Value Investor นักลงทุนเน้นหุ้นคุณค่า

  VI = Value Investor มักเรียกว่านักลงทุนเน้นหุ้นคุณค่า วิธีการคิด -ซื้อ- ถือ  ก็ต่างจากแนวซื้อๆขายๆว่องไว หรือ เล่นรอบ เล่นระดู   ฉะนั้น ต้องกลับไปถามตัวเองว่า ตอนซื้อๆ ด้วยเหตุผลอะไร    ไม่ใช่ว่าว่าถือนาน ราคาก็สูงไปเรื่อยเปื่อยไม่มีวันตก
VI คือต้องได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อครับ เห็นปลายทางตั้งแต่ตอนซื้อ แต่พร้อมปรับเปลี่ยนราคาปลายทางตาม activity ทั้งแง่ดีและแง่ร้ายที่เปลี่ยนไป อันจะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิทั้งปัจจุบันและอนาคตครับ และถือจนกว่าศักยภาพจะถูกรีดออกมาให้เห็นจนครบถ้วนครับ

ที่สำคัญตอนซื้อต้องมี "ส่วนลด" ครับ (เหมือนเราซื้อของก็ชอบตอน sale จริงมั้ยครับ) แต่เป็นส่วนลดจากราคาในอนาคตนะครับหาใ่ช่ราคาในปัจจุบันหรืออดีตฮะ ไม่สำคัญว่าจะถือนานเท่าไหร่ บางครั้ง 2 สัปดาห์ถึงที่หมายก็ต้องออกครับ บางครั้ง 10 ปีบริษัทก็ยังทำได้ดีชนะคู่แข่งรายแล้วรายเล่าก็จะขายทำไมล่ะครับ

การที่ +16% แล้วกลับมาเท่าทุนนั้นจึงจะขอแบ่งหยาบๆเป็น 4 แบบดังนี้ครับ
1. บรรยากาศพาไป - แท้จริงแล้วคุณอาจจะซื้อที่ราคาเต็มหรือแพงกว่าแล้ว แต่บรรยากาศดันหนุนให้ราคาหุ้นไปต่อครับ มันก็แค่กลับมาที่ราคาตามความจริงครับ
2. พื้นฐานเปลี่ยน - ณ วันที่คุณซื้ออาจมีเรื่องราวดีๆรออยู่คุณอาจจะซื้อที่ราคาเต็ม ส่วนลดนิดหน่อย หรือแพงเล็กน้อยก็เป็นได้ แต่พอเวลาผ่านมา สิ่งดีๆนั้นกลับไม่เกิดขึ้นหรือมาช้ากว่าที่คาด มันก็แค่กลับมาที่ราคาตามความจริงครับ
3. ส่วนลดไม่มากพอ - แม้ราคาที่คุณซื้ออาจจะคิดว่าปลอดภัยแล้ว แต่การขยับตัวขึ้นไปอาจมีแรงหนุนไม่มากพอ story ไม่เข้าทาง กำไรไม่มา volume ก็ไม่เข้า spotlight ไม่สาดส่อง มันก็แค่กลับมาที่ราคาตามความจริงครับ
4. ผู้คนต่างเจอตัวอื่นที่ดีกว่า - ไม่ใช่ว่าหุ้นของคุณอาจจะไม่ดี ไม่ใช่ว่าราคาที่คุณซื้อส่วนลดไม่มากพอ แต่มีตัวที่ดีกว่า สดกว่า ชัวร์กว่า จนผู้คนเลือกที่จะออกไปหามันแทนตัวนี้ครับ มันก็แค่กลับมาที่ราคาตามความจริงครับ

เหล่านี้เป็นแค่บางมุมเท่าที่พอนึกได้ฮะ แต่ความจริงเป็นอย่างไรคุณต้องลองทำการบ้านครับ ซึ่ง 4 อย่างที่ว่าอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปด้วยซ้ำนะฮะ ถ้าบังเอิญราคาเท่าทุนตอนนี้อาจจะยังไม่แน่นหนาพอจะทนรับสภาวะตลาดอะไรก็ตามที่จะเฉลยออกมาในอนาคตอันใกล้ คุณต้องทำการบ้านเองครับ

อย่าลืมหากิจการคุณภาพและซื้อในราคาส่วนลดเมื่อเทียบกับอนาคตของมันครับ นั่นล่ะครับ Value Investor 😁

โชคดีในการลงทุนครับ ✌🏼

10 ข้อควรรู้เพื่อรวยจากตลาดหุ้น


1.  'ความเสี่ยงลดลงเมื่อความรู้เพิ่มขึ้น' ..ความเสี่ยงของตลาดหุ้น ไม่ได้อยู่ที่หุ้น ..มันอยู่ที่คนเล่น 

2. 'ได้เงินเท่าไหร่ ตลาดหุ้นให้เราเอง แต่เสียเงินเท่าไหร่เรากำหนดได้' ...ผลตอบแทนในตลาดหุ้น ควบคุมไม่ได้ แต่ความเสี่ยงในพอร์ตเราควบคุมได้

3. 'หุ้นส่วนใหญ่ขึ้นมากกว่าลง แต่พอร์ตรายย่อยลงมากกว่าขึ้น เพราะทำตรงข้ามกับสิ่งที่ควรทำ' ...หุ้นขึ้นลงเป็นรอบ รอบขาขึ้น ขึ้น 5-10 เท่า แต่ขาลง จะลงประมาณ 70% จากราคาที่ขึ้นไปสูงสุด ..ถ้าแบ่งเงินลงทุนเป็น ไม่มีทางจนเลย เพราะได้มากกว่าเสียตลอดเวลา (เข้าใจข้อนี้ จะนั่งขำความโง่ของตัวเอง)

4. 'ความรู้สูงสุดในตลาดหุ้นคือรู้งี้ และรู้งี้สูงสุดคือ รู้งี้ไม่เลิกลงทุน' ..เพราะตลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่คนรวยไม่เคยเลิก (แม้จะพลาดบ้างก็เรียนจาก รู้งี้ แล้วลงทุนต่อไปจนรวย) แต่คนเลิกไม่เคยรวย ..หุ้นในระยะยาวขึ้นไม่ต่างจากที่ดิน คนที่ถือนานที่สุดรวยที่สุด -- ราชาที่ดิน & ราชาหุ้น

5. 'ใครไม่เลือกหุ้นเอง ไม่เคยทนรวยได้' ..หุ้นดีทุกตัวขึ้นเป็น 10 เท่า ร้อยเท่า แต่คนที่ไม่เลือกหุ้นเอง จะไม่สามารถทนรวยเห็นเงินตัวเองเพิ่มขนาดนั้นได้ มักขายหมูเสมอ (เลือกหุ้นถือเองไม่ได้ ก็ขายหมูทั้งชีวิต) ..เพราะการทนรวยมันอาศัย 'ปัญญา + เวลา' (มีความรู้ และเชื่อมั่นในความรู้นั้น ถึงจะร่ำรวยได้)

6. 'ตลาดหุ้นสามารถทำเงินได้สองแบบ คือ ทำงานเพื่อเงิน และ ก็วางเงินทำงาน ..แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะ ทำงานเพื่อเสียเงิน' ...ง่ายกว่าไหมที่จะเริ่มจาก 'วางเงินทำงานก่อน' พอเก่งขึ้น ค่อยเร่งความรวยเพิ่มเมื่อความรู้และความเข้าใจในตลาดเพิ่มขึ้น (จะตัดต้นไม้ให้ได้ดี ใส่ใจการลับขวานให้คมก่อนจะดีกว่า)

7. 'การหาเงินเร็วไม่ได้ทำให้รวย แต่มันช่วยสร้างกระแสเงินสด ....ส่วนการวางเงินให้รวย ไม่เคยใช้เวลาสั้นๆ' ..การเข้าใจ 'เล่นสั้น เพื่อวางแผนเล่นยาว' จึงเป็นเคล็ดลับการสร้างความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์

8. 'ใครไม่เรียนเรื่องหุ้น สุดท้ายจะเสียเงินจากหุ้นไม่ทางใดก็ทางนึง เพราะระบบเศรษฐกิจและการเงินยุคนี้ใช้ทุนและหุ้น เป็นตัวขับเคลื่อน' ...ถ้าคุณจะใช้ถนน แม้นว่าคุณจะไม่ขับรถ คุณก็ควรรู้ว่ากฎจราจรเป็นอย่างไร เพื่อเข้าใจและเอาตัวรอดบนถนนที่ทุกคนใช้ร่วมกัน

9. 'ตลาดหุ้นให้ความรวยเพิ่มสิบเท่าโดยค่าเฉลี่ย' ..กลไกของตลาดหุ้นคือใช้เงินคนอื่นทำงาน ซึ่งรวยมากกว่ากลไกของบริษัทนอกตลาดหุ้นที่ใช้เงินตัวเองทำงาน ..ผู้ที่เข้าใจความแตกต่างที่ซับซ้อนตรงนี้ จึงได้รางวัลเป็นความมั่งคั่งอย่างน้อยสิบเท่าจากคนทั่วไป

10. 'พอร์ตหุ้นเด็ด สำคัญกว่าหาหุ้นเด็ด' ..ไม่มีใครในตลาดหุ้นที่รวยจากหุ้นตัวเดียว ..เพราะการรวยจากหุ้นเด็ด จะเสียหายจากหุ้นเด็ดในที่สุด (สัจธรรมนักพนัน) ...คนที่รวยอย่างถาวรในตลาดหุ้นคือ เลือกหุ้นธรรมดาๆ แต่สร้างพอร์ตเด็ด ที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตามหลัก The Stock Blueprint !!

ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

10สัญญานหุ้นว่าต้องมีอะไรดีๆ


1.กำไรโต

หุ้นสมัยนี้ถ้ากำไรไม่โต หรือโตน้อยลง ตลาดพร้อมใจที่จะเททันที กำไรโตจะเป็นเหมือนแรงส่งให้ราคาหุ้นสามารถไปต่อได้ หน้าที่เราคือต้องดูว่าอนาคตอย่างเร็วที่สุดไตรมาสต่อไปกำไรยังโตต่อเนื่องได้หรือไม่ และในอีก 2-3 ปีจะเป็นอย่างไร ถ้ากำไรยังมีแนวโน้มเติบโตหุ้นก็จะไปต่อได้

2.ยอดขายโต

หุ้นที่ยอดขายโต แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของธุรกิจที่ยังสดใน โมเดลธุรกิจยังไปได้ แต่การเติบโตของยอดขายต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกว่ามีความต่อเนื่องหรือไม่ ถ้ายอดขายโตแค่ประเดี๋ยวประด๋าวจากการอัดโปรโมชั่น หรืองานรับเหมาที่มาครั้งเดียวก็ต้องระวัง ว่าไตรมาสต่อไปราคาหุ้นอาจร่วงได้อีก

3.อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น

อัรรากำไรขั้นต้นเป็นเหมือนสัญญาณที่บอกว่า ธุรกิจยังมีความสามารถในการแข่งขันได้ ควบคุมการผลิตได้ดี และที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นกลุ่ม Commodity ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่ารอบสินค้ากำลังมา

4.รายจ่ายพิเศษ

อะไรที่เป็นรายจ่ายพิเศษที่มาครั้งเดียวก็ถือเป็นโอกาสซื้อหุ้นได้เหมือนกัน แต่รายจ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นควรเป็นรายจ่ายที่มองแล้วมาครั้งเดียวและไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก หรือทำให้ธุรกิจหลักดูดีขึ้นเช่น

รายจ่ายจากการขยายกิจการ รับคนเพิ่ม เตรียมงานธุรกิจใหม่ๆ รายจ่ายจากการตัดรายจ่ายของธุรกิจเก่าที่จะเลิกทำแล้ว

5.มีการลงทุน

หุ้นที่มีการลงทุน สังเกตได้จากสินทรัพย์ที่เติบโต แสดงว่ามีเครื่องมือทำกินที่มากขึ้น กำไรในอนาคตจะสามารถเติบโตได้ แต่เดี๋ยวนี้หุ้นที่มีการลงทุนไมต้องรีบเข้าก็ได้ รอให้กำไรโตก่อนก็ยังทัน

6.เปลี่ยนผู้บริหาร

ตลาดจะเชื่อว่าผู้บริหารใหม่ๆน่าจะทำให้ธุรกิจดีขึ้นได้ แต่เข้าด้วยประเด็นนี้ก็ต้องระวัง เพราะกว่าจะปรับธุรกิจแล้วเริ่มมีกำไรไม่ใช่จะโตได้ในวันสองวันต้องให้เวลามันนิดหน่อย

7.ROA เพิ่ม

ROA คือกำไรต่อสินทรัพย์ ถ้าเพิ่มขึ้นแสดงว่า สินทรัพย์ 100 บาทเท่ากันสามารถสร้างกำไรได้มากขึ้น หรือตัดสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไรออกไป แสดงว่าต้องมีปัจจัยเร่งอะไรบางอย่าง ต้องไปตามต่อ

8.คู่แข่งเจ้ง

มักจะเจอกับหุ้น Commodity เช่น สินค้าเกษตร ปิโตรเคมี โลหะ เวลารอบวงจรเป็นขาลงยาวๆ พวกสายป่านไม่ยาวก็จะเจ้งไป แสดงว่า Supply กำลังหายไป อาคตราคาอาจขึ้นได้ ถ้าเรารอดได้เราจะรวย

9.นโยบายรัฐมา

เป็นสัญญาณสำหรับหุ้นรับเหมาที่รับงานภาครัฐเยอะๆ ช่วงออกนโยบายหุ้นเหล่านี้จะเริ่มขยับ ซักพักบริษัทที่ป็น supply ก็จะเริ่มขยับตาม เช่นประมูลรถไฟฟ้า ตลลาดก็จะไปเก็งหุ้นกลุ่มรับเหมาว่าใครจะประมูลได้ ไปเก็งหุ้กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องเช่น ทำฐานราก วัสดุก่อสร้าง

10.ราคาเป็นขาขึ้น

หุ้นที่ราคาเป็นขาขึ้น เหมือนเรามีเพื่อนร่วมทางที่คิดเหมือนๆกัน ก็ช่วยๆกันดันไป เราก็ไม่ต้องรอนาน หน้าที่เราต้องดูว่าธุรกิจที่เราสนใจแข็งแรงพอที่จะเติบโตต่อได้หรือไม่ ถ้าดูแล้วโตยาก ได้กำไรก็พิจารณาขายๆไปเหอะ วันไหนกำไรเริ่มลดลงราคาหุ้นก็ลงเอง

นี่ก็เป็น 10 สัญญาณ ที่แสดงว่าเบื้องต้นว่าหุ้นมันต้องมีอะไรครับ เวลาอ่านงบการเงินถ้าเจอ ก็ต้องเกิดเอะใจนิดนึงว่ามันจะมีอะไรต่อหรือไม่ เจริญในการลงทุนทุกท่านครับ

กฏธรรมชาติของหุ้นที่จะขึ้น

1)  หุ้นจะขึ้นเมื่อมีการซื้อ Offer ในราคาที่ผิดธรรมชาติ
   แนวคิด:  ทำไม อยู่ดีๆ ถึงมีคนยอมซื้อแพง ทั้งๆที่ สามารถซื้อถูกได้
   สาเหตุ :  เวลาคนจะสร้างราคา เขาจะต้องทำให้ราคาขึ้น ถ้าไม่ยอมซื้อขวา ราคาก็ไม่มีวันขึ้น

2) ในจังหวะหุ้นที่จะขึ้นจริง คนสร้างราคา เขาจะไม่ทำให้เราได้ซื้อง่ายๆ เพราะเราจะมักไม่เคยซื้อได้ทัน สำหรับราคาที่ดี
     แนวคิด:  ทำไม มีการรวบ  offer  ไม้ใหญ่ๆ ยกช่อง หรือ การรวบแล้ว เติม Bid โดยทันที
      สาเหตุ :  เวลาคนจะสร้างราคา ถ้าเมื่อเป็นจังหวะที่จะเล่นเร็ว เขาจะต้องทำให้ ราคาขึ้นเร็วที่สุดเพื่อให้ห่างจากทุนในการทำราคา เพราะ ถ้าเป็นเรา เราคงอยากให้ ไปไกลจากทุนเรามากที่สุด ในเวลาสั้น ก่อนมีใครจะมาทิ้งหุ้นใส่

3) เวลาหุ้นก่อนจะขึ้นเป็น trend ยาวๆ กราฟเทคนิค มันจะบอกว่า ให้ขายสะ

       แนวคิด :  ทำไม มีการสร้างกราฟเทคนิคให้ขายก่อนขึ้น
       สาเหตุ :  ของดีมักไม่มีใครอยากแบ่ง อยากได้ของให้อยู่ในมือมากที่สุด แล้วค่อยไปขายให้ได้ราคาสูง ในจำนวนที่พอใจ

4) เวลาหุ้นขึ้นแรง มักเปิดราคากระโดด

       แนวคิด : หุ้นที่ขึ้นแรงๆ มักราคาเปิดกระโดด ผ่าน ราคาที่ผิดธรรมชาติ อย่างแนวต้านที่ไม่เคยผ่าน
        สาเหตุ :  กฎการสร้างราคา คนสร้างราคา ต้องทำให้ ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ป้องกันการขายหุ้นใส่ ถ้ายิ่งมีคนขายใส่มากเท่าไหร่ ภาระของคนทำราคา จะเหนื่อยมากเท่านั้น ในการจะทำราคาขึ้น เพราะ ต้นทุนจะสูงขึ้นไปด้วยโดยทันทีกับการรับของคนที่ขายใส่เพื่อทำราคาไม่ให้ลง

  กฎให้ท่องจำและฝึกฝน
         
             " อย่ากลัวหุ้นเปิดโดด อย่ากลัวการซื้อแบบหวดขวาที่ offer  เพราะ มันคือ กฎธรรมชาติ เวลาที่หุ้นจะขึ้น  แต่เพียงแค่เราจะควบคุมความเสี่ยงอย่างไรกับ การซื้อแบบพฤติกรรมหุ้นขึ้น

Cr โค้ชเหว่ง super trader republic

บททาทการตลาด


       จากความหมายของการตลาดข้างต้น บทบาทหน้าที่ของการตลาดจึงต้องเริ่มต้นขึ้นที่ความต้องการของลูกค้า และจบลงที่ความพอใจของลูกค้า เป็นหลัก ดังนี้         
         1. ค้นหา และเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าให้มากที่สุด
         2. พัฒนาสินค้า / บริการให้สอดคล้อง ตอบสนองต่อความต้องการนั้น ๆ ไปเสนอแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความพอใจและความสุขในการแลกเปลี่ยน
         3. รักษาความพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าไว้ให้ยาวนาน นำเสนอสินค้า / บริการใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาของลูกค้าได้

กลยุทธ์การตลาด (marketing strategy)  

การวางกลยุทธ์การตลาดถือเป็นงานขั้นตอนสำคัญในกระบวนการวางแผนการตลาด โดยทั้งนี้กลยุทธ์การตลาดแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
         1. กลยุทธ์แก่น (core strategy) หรือกลยุทธ์การมุ่งส่วนตลาด (target marketing strategy) เป็นกลยุทธ์ส่วนที่นักการตลาดต้องกำหนดขึ้นก่อน เป็นหลักหรือแก่นในการคิดพัฒนากลยุทธ์อี่นๆตามมาให้สอดคล้อง core strategy ประกอบด้วย 3 ส่วนที่ต้องตัดสินใจ คือ
               1) ตลาดมีความต้องการในสินค้า / บริการนั้น ๆ ที่แตกต่าง อันแบ่งออกได้เป็นส่วน ๆ อย่างไรบ้าง? (market segmentation)
               2) กลุ่มลูกค้าหรือส่วนตลาดใดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับลักษณะสินค้า / บริการ และทรัพยากรขององค์กรที่สุดที่จะสร้างความพอใจให้ได้ ซึ่งสมควรเลือกเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ? (target market)
               3) สินค้า / บริการของเราจะวางตำแหน่งในใจของลูกค้า ให้พอใจและโดดเด่นในจุดใด จึงได้เปรียบในการแข่งขันสูงสุด? (positioning)
         2. กลยุทธ์ส่วนประสมการตลาด (marketing mix strategy) คือการวางกลยุทธ์ในองค์ประกอบทั้งหมดทางการตลาด ให้สอดคล้องสัมพันธ์และเสริมกลยุทธ์แก่นหรือ core strategy ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน หรือ 4P’s คือ
               • Product : ตัวผลิตภัณฑ์ / บริการ
               • Price : ราคา หรือ สิ่งที่ลูกค้าต้องสูญเสียเพื่อแลกกับผลิตภัณฑ์ / บริการ
               • Place : ช่องทางในการจัดจำหน่าย และการขายสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
               • Promotion : การส่งเสริมการตลาด การสื่อสารข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้การตัดสินใจแลกเปลี่ยนของลูกค้าเกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย

สร้างระบบทีมขาย


การขายมีหลากหลายแบบ ซึ่งก็ขอแค่ขายสินค้าได้ก็พอ ดังนั้น...

ถ้าจะจัดหา Dealer ช่วยๆกันไป ธุรกิจไม่ต้องทำคนเดียวก็ได้ครับ ทำกันบริษัทฯ แบ่งๆกำไรกันไป โตไปด้วยกันครับ...

หรืออาจให้ TV Direct หรืออะไรทำนองนี้ ทำเป็น Deale ให้ ตรงถึงบ้านของแต่ละคนเลยครับ Condition ก็ไปตกลงกันเองครับ... แต่อย่าปิดช่องการขายของตัวเองหละครับ อาจจะทำเป็น Brand Name อื่นเป็นการเพิ่มช่องทางการขายจากการผลิดครับ..

จัดเปิดบุ๊ตขาย โดยจ้างพนักงนา PC มาขาย จัดอบรมสินค้า เลือกทำเลที่ตั้งที่ดีๆ ก็ขายได้เหมือนกัน..

แต่ถ้าจะทำระบบการขายเอง ร่วมด้วย ก็ต้องมาดูเรื่องเหล่านี้ครับ... เพิ่มช่องทางการขายจาก Dealer ก็ดีครับ.. ขอคิดเล่นๆนะครับ...

จัดระบบคอมมิชชั่น

เรื่องระบบนี้คงเห็นกันโดยทั่วไปแล้ว การจัดการแบบขั้นบันไดดูดึงดูดการขายได้มากกว่า จากตัวเลข น่าจะกำไรอยู่ที่ ประมาณ 10-12% ก็ตกราวๆ 3000 บาท ถ้าตัองตั้งยอดคอมก็อาจจะมองลักษณะนี้ครับ

ยอดต่อเดือน (ตัว) ค่าคอมตัวละ (บาท) ได้มากที่สุด
. .0-15 . . . . . . . . . . . . 300 . . . . . . . . 4,500
.16-20 . . . . . . . . . . . . 350 . . . . . . . . 7,000
.21-25 . . . . . . . . . . . . 400 . . . . . . . 10,000
.26-30 . . . . . . . . . . . . 450 . . . . . . . 13,500
.31-35 . . . . . . . . . . . . 500 . . . . . . . 17,500
.36-40 . . . . . . . . . . . . 550 . . . . . . . 22,000
.41+ . . . . . . . . . . . . . .600 . . . . . . . xx,xxx

แล้วให้เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ถ้าพนักงานขายสามารถทำได้เหมือนคุณ เฉลี่ยอยู่ที่ 25 เครื่อง ก็จะได้เงินประมาณ 15,000 บาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งของคุณครับ แต่ผมว่าน่าจะให้มากกว่านี้สักหน่อยก็ดีครับ แค่ลองคิดดูเล่นๆเท่านั้นเอง..

แบ่งสาย แบ่งโซน

จัดสายการวางจำหน่าย หาหัวหน้าทีม และ อาจให้ค่าคอมของหัวหน้าทีมเป็น อีก 2%,4%,6%,8%,10% ของยอดคอมมิชชั่นของทีมงาน ซึ่งก็จะเป็นแรงผลักให้เกิดการขายได้มากขึ้นครับ แบ่งสายอย่าให้ทับกัน และ ต้องชัดเจน เช่น กรุงเทพฯ, ภาคกลาง, ภาคใต้, อีสาน, และ ระบุจังหวัดด้วยจะดีมากเลยครับ..

การจัดแบ่งสายมี่มี Dealer ร่วมอยู่ด้วย ตามมารยาทก็ไม่ควรจัดทับ หรือ ไปแก่งแย่งกันเองครับ แต่ถ้า Dealer เป็นจังหัวดๆไป ก็ดีนะครับ...

จัดหาบุคคลากร

หาแค่หัวหน้าสายงานแล้วให้หัวหน้าสายเป็นคนหาลูกทีม กำหนดจำนวนคนของแต่ละทีมให้เหมาะสม เท่านั้นก็พอครับ แต่ถ้าต้องโฆษณาก็ให้โฆษณาทีเดียวร่วมกัน ประหยัดหน่อย (ยังมีความงกอยู่ในหัวผม..อิอิ)

อบรมพนักงาน

อาจจะอบรมการใช้ทั้งหมด จัดอบรมวิธีการขาย หรือให้หัวหน้าสายงาน เป็นคนรับผิดชอบก็ได้ครับ หรืออาจจะให้หัวหน้างาน จัดอบรมกับพนักงานทุกๆส่วน โดยสลับกันขึ้นมาเป็นวิทยากรก็ได้ มีหลายรูปแบบครับ.. แต่ต้องอบรมให้อยู่ในทิศทางเดิยวกัน โดยเฉพาะตัวสินค้า ให้เข้าใจให้ตรงกันครับ..
เอกสารการอบรมต่างๆ ก็ต้องเตรียมให้พร้อม

วัสดุช่วยในการขาย

อย่าลืมจัดทำโบร์วขั่วร์ หรือ วัสดุต่างๆที่ช่วยการขาย โดยเฉพาะ ถ้าต้องเบิกสินค้าเพื่อเป็นตัวอย่างก็ต้องทำระบบควบคุมโดยเฉพาะ มีเยอะที่พนักงานขาย เอาของตัวอย่างมาขายนอกระบบแบบ ถูกๆ เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง

อุปกรณ์ช่วยขายเป็นสิ่งจำเป็น เหมือนกับคุณให้อาวุธกับทหารที่ไปรบ อาวุธดีเช่นปีน รถถัง เครื่องบิน ระเบิด โอกาสที่จะชนะช้าศึกก็มีมาก อาวุธไม่ดีเช่นเอาพรั่ว เอาจอบไปรบ.. คงสนุกดีนะครับ...

ควบคุมยอดขาย

เมื่อจัดตั้งทีม ต้องตั้งเป้าในการทำ อาจจะต้องตั้งเป้าใหญ่ทุกๆ 3 เดือน ตั้งเป้าทีมหรือสายงาน ตั้งเป้าแต่ละคน ทุกๆเดือน และ ต้องตรวจสอบ มีคนเก็บข้อมูลกลาง หรือ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าช่วย และ คุณต้องเข้ามาดูยอดทุกครั้งเพราะนี่คือหัวใจที่คุณจ่ายให้ไป... (งานทั้งหมดของคุณก็แค่ทำส่วนนี้สำคัญที่สุด เวลาที่เหลือไปทำทางด้านอื่นๆเล็กน้อย)

ให้รางวัลพนักงาน หรือ จัดโปรโมชั่นให้พนักงานเป็นระยะ
ควรจะจัดตั้งรางวัลพนักงานขายดีเด่นทุกเดือน หากคนที่ทำได้ติดต่อกัน ก็จัดประชุม ให้พนักงานขายคนนั้นมาคุยวิธีการให้ฟังว่า สามารถทำได้อย่างไร แล้วนำวิธีการของพนักงานขายนั้น มาปรับเพื่อให้องค์กรสามารถขายสินค้าได้มากขึ้น บางครั้งทำโปรโมชั่นสินค้า ก็อย่าลืมทำโปรโมช้นให้พนักงานด้วย เพราะจะเป็นการส่งเสริมการขายส่วนหนึ่งทีเดียว... (ให้เงินคนของเราดีกว่าให้คนอื่นๆ)

อย่าลืมเรื่องระบบจัดเก็บเงิน

ขายได้ก็อย่าลืมเรื่องระบบตรวจสอบเงินด้วยว่ายอดเงินที่ได้กับยอดขายสัมพันธ์กันอย่างไร บางที่ต้องได้เงินก่อนถึงจะจ่ายค่าคอมมิชชั่น ซึ่งทำให้พนักงานขายติดตามหนี้จากลูกค้าของบริษัทฯอีกทางหนึ่ง เพราะพนักงานขายก็ต้องการเงินเพื่อใช้จ่ายเหมือนกัน...

โดย อาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

ส่วนตัว บริหาร การตลาด รักษาความเป็นเพื่อน


ส่วนตัว/บริหาร/การตลาด : "รักษาความเป็นเพื่อน"

จากความสัมพันธ์ และ การหาเพื่อนใหม่ สิ่งหนึ่งที่คิดว่ามีความสำคัญมาก ก็คือการรักษาความเป็นเพื่อน ซึ่งผมแยกวิธีการต่างๆไว้ดังนี้...
1. สม่ำเสมอ
2. จำให้ได้
3. ปราถนาดี
4. มีสมาคม ร่วมสังสรร
5. มีเอกลักษณ์เฉพาะตน
ซึ่งเรื่องต่างๆเหล่านี้สัมพันธ์กับ เรื่องส่วนตัว การบริหาร และ การตลาดได้เช่นกันดังนี้



ส่ ว น ตั ว

1. สม่ำเสมอ ที่จะติดต่อสื่อสารด้วย เพราะ การติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งที่ทำให้เราและเพื่อนๆ มีความรู้สึกยังผูกพันธ์กันอยู่อย่างใกล้ชิด ลองคิดกลับไปดูครับว่า เพื่อนเก่าสมัยประถม ยังเหลืออีกกี่คน เพื่อนสมัยมัธยม ยังมีอีกกี่คน เพื่อนสมัยมหาลัย มีมากแค่ไหน และเพื่อนที่ทำงานหละมีมากน้อยเพียงใด แล้วเพื่อนที่ยังอยู่นะคุณก็ยังติดต่ออยู่ด้วยใช่หรือไม่ มีเพื่อนที่คุณไม่ได้ติดต่อด้วยในความคิดอีกกี่คน โทรไปคุยกับเพื่อนๆได้แล้วครับ เพื่อนสร้างสัมพันธ์ให้ยืนยาวต่อไป

2. จำให้ได้ ถึงบุคคลิก ถึงชื่อ ของเพื่อนๆ เพราะการจำจะเป็นตัวกลางที่จะสื่อให้เห็นถึงความสนใจของคุณที่มีต่อเพื่อนๆ บางคนถึงกับจำวันเกิดได้ บางคนจำแม้นกระทั่งวันแต่งงาน ที่จำได้อาจจะมีสาเหตุ โทรไปแสดงความยินดี หรือ ทักทายเพื่อนๆในวันพิเศษของเขาบ้างนะครับ อย่างน้อยก็หมายถึงคุณให้ ความสำคัญกับเพื่อนมากน้อยเพียงใด 

การจดจำสิ่งที่เขาชอบ หรือ ไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องที่จะทำให้เราสามารถเข้ากับเพื่อนได้ดีเช่นกัน หากคุณรู้ว่าเขาไม่ชอบเรื่องใด ก็สามารถหลีกเลี่ยงที่จะทำเรื่องเหล่านั้นได้จะได้ไม่ผิดใจกันครับ..

อยากให้ทุกคนจำแต่สิ่งดีๆของเพื่อน เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน ลืม หรือ แกล้งลืม สิ่งที่ไม่ดีไปบ้างนะครับ จะได้ไม่เป็นทุกข์

3. ปราถนาดี กับเพื่อนอยู่เสมอ ความปราถนาดีข้อนี้เป็นการกระทำที่เรามีต่อเพื่อนๆ แนะนำ แบ่งปัน ช่วยเหลือ เกื้อกูล ห่วงใย จริงใจ และ ซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่สมควรทำกับเพื่อนอย่างยิ่ง แนะนำในสิ่งดีๆ หรือ ชี้แนะให้เห็นถึงโทษที่จะเกิดขึ้น แบ่งปันในสิ่งที่เรามี ช่วยเหลือในยามตกทุกข์ยาก ยินดีในความสำเร็จของเพื่อน ห่วงใยในเรื่องต่างๆ ติดต่อกันอย่างจริงใจไม่เสแสร้ง และที่สำคัญ ต้องซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน หากคุณทำสิ่งเหล่านี้คิดว่า คงมีเพื่อนมากมาย คุณทำลักษณะนี้บ้างหรือเปล่า.. แต่ถ้าเพื่อนคุณทำลักษณะอย่างนี้กับคุณ ก็ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเขาเป็นเพื่อนแท้ของคุณ อย่าปล่อยให้เขาขาดความสัมพันธ์กับคุณไปก่อนหละ.. แต่ก็ต้องระวังด้วยเพราะบางคนเสแสร้งแกล้งทำเป็นดี แต่ในส่วนลึกอาจกำลังหาผลประโยชน์จากคุณอยู่นะครับ..

4. มีสมาคม ร่วมสังสรร การเข้าสมาคม มีการสังสรรกัน ทำให้เกิดกิจกรรมร่วม ซึ่งทำให้มีการสื่อสารระหว่างกัน และ มีประสบการณ์ร่วมกัน จะเข้าใจ และรับรู้นิสัยกันมากขึ้น บางคนจะรักกันมากขึ้น บางคนก็เกรียจกันไปเลยก็มี มันเป็นตัวคัดเพื่อนว่าดีหรือไม่อีกทางครับ

5. มีเอกลักษณ์เฉพาะตน คนเราทุกคนมีเอกลักษณ์ประจำตน การที่เราสามารถแสดงให้เพื่อนๆได้จดจำเอกลักษณ์ของเราได้นั้น จะทำให้เพื่อนๆจำสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราทำให้ ยิ่งคุณทำคุณให้กับเพื่อนๆแล้ว เพื่อนๆจะจดจำคุณได้ ตรงข้ามหากคุณทำให้เข้าเจ็บช้ำน้ำใจแล้ว เพื่อนก็จะจดจำคุณได้อย่างไม่ลืมเช่นกัน..


บ ริ ห า ร

1. สม่ำเสมอ ในการติดตามงาน จัดสรรงาน บริหารงานบุคคล ทำให้ทราบว่าลูกน้องกำลังทำสิ่งใดอยู่ แต่ละคนทำงานเต็มความสามารถแล้วหรือยัง มีใครไม่ถูกกับใครบ้างหรือเปล่า และ งานบริหารต่างๆนั้นขาดไม่ได้เลย หากละเลยเรื่องการติดตาม จะพบว่า จะมีการก่อตัวของปัญหาเกิดขึ้น จนถึงจุดหนึ่งมันจะระเบิดออกมา อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่หากคุณติดตามอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้คุณเห็นจุดอ่อนที่จะต้องปรับปรุง และ แก้ปัญหาได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามใหญ่โต

การคุยและการประชุมอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ความเข้าใจระหว่างหัวหน้างานและ ลูกน้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างน้อย ก็ต้องรายงานผลการทำงานในช่วงเวลาหนึ่งให้เรารับทราบ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนบ้าง จะได้ช่วยเหลือหรือแนะนำการทำงานต่างๆให้กับลูกน้องด้วยเช่นกัน

2. จำให้ได้ ในสิ่งที่ลูกน้องทำดี และผลงานที่ทำได้ดี และ ให้ผลตอบแทนคุณความดีด้วยเช่นกัน แต่คงไม่ต้องจำสิ่งที่ไม่ดีหรอกนะครับ หากเจอสิ่งไม่ดีก็ตักเตือนไปเลย แล้วลืมๆมันไปบ้าง ยกเว้นเค้าทำซ้ำในสิ่งไม่ดีอีก ก็ค่อยรื้อฟื้นความจำก็ยังไม่สายครับ แต่การปากบอกว่าลืมแล้ว แต่ประชุมทุกครั้งก็เอาเรื่องไม่ดีมาคุยทุกครั้งอย่างนี้ก็ไม่ไหวนะครับ

จำได้ถึงความชอบหรือไม่ชอบ ของพนักงานแต่ละคน เราจะได้จัดแบ่งงานออกไปให้กับคนที่ชอบลักษณะใดๆได้ถูกต้อง จัดคนให้เข้ากับงาน จัดงานให้เข้ากับคน ครับ รวมถึงการปฏิบัติของเราต่อลูกน้องด้วย ลูกน้องจะได้ไม่ลำบากใจว่า เจ้านายทำในสิ่งที่ไม่ชอบเลย เป็นต้นครับ..

3. ปราถนาดี ให้ลูกน้องได้ดี ได้โปรโมท แนะนำวิธีการทำงานให้ได้ผลดี สอนงานให้สามารถทำงานได้อย่างไม่ติดขัด ช่วยเหลือในสิ่งซึ่งสามารถช่วยได้ ห่วงใยในผลงานการทำงานของลูกน้อง ให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์กับพนักงาน ไม่ทำให้ลูกน้องเป็นแกะ หรือ แพะ แล้วโยนความผิดให้ แต่ต้องหมั่นหาข้อดีของลูกน้องครับ เข้าใจเขา เข้าใจเราครับ

4. มีสมาคม ร่วมสังสรร เป็นส่วนหนึ่งของลูกน้อง เข้าร่วมสมาคมกันบ้าง หรือ แม้นกระทั่งแผนกอื่นๆก็ควรเข้าร่วมสังสรรและสมาคมบ่อยเพื่อเกิดความเป็นพวกเดียวกัน การแบ่งแยกตัวเองออกมาว่าเป็นเจ้านาย จะเป็นจุดแรกเริ่มของ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว แต่เมื่อคุณได้รู้จักลูกน้อง และ เพื่อนร่วมงานแล้ว คุณจะพบว่า คุณสามารถสั่งงานหรือ ทำงานได้คล่องขึ้นอย่างมากเลยทีเดียว

5. มีเอกลักษณ์เฉพาะตน บริหารแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ทำให้ลูกน้องเข้าใจในการบริหารของเรา เช่น หัวหน้างานที่ชอบพูดนิ่มๆ แต่เสียดแทง พอพบว่าพูดนิ่มๆด้วยลูกน้องก็ต้องคิดก่อนแล้วครับว่าทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า หรือ เจ้านายที่เวลาจะต่อว่าต้องปิดประตูก่อนทุกครั้ง คนเข้าไปแล้วให้ปืดประตูก็เดาได้เลยครับว่า กำลังถูกเจ้านายดุอยู่.. ทำให้แต่ละคนไม่อยากที่จะทำผิดเป็นต้น ซึ่งก็จะส่งผลดีกับระบบงานโดยรวมเช่นกันครับ..


ก า ร ต ล า ด

1. สม่ำเสมอ ในการออกเยี่ยมลูกค้า และ การรับข้อมูลเพื่อการปรับปรุงสินค้าและการบริการ ไม่ว่าจะเป็นการออกขายสินค้า เสนอสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าก็ตาม การที่ให้ลูกค้าเห็นหน้าเราเสมอๆ จะมีส่วนทำให้การตัดสินใจของลูกค้ามีแนวโน้มโอนเอียงมาทางเรา การรับข้อมูลเพื่อมาปรับปรุงสินค้าและบริการ ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการพัฒนสินค้าที่เขาใช้บริการอยู่ ทำให้เขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของด้วยเช่นกัน หรือ การที่ผู้บริหารได้ออกเยี่ยมลูกค้าเป็นประจำ ทำให้ความสัมพันธ์ระดับบนดี และ ลูกน้องก็จะไม่กล้าที่จะทำอะไรไม่ดีกับลูกค้าแต่ละรายเพราะกลัวถูกรายงานกลับมายังเจ้านาย.. 

การโฆษณาให้ลูกค้ารับรู้ หรือ ออกข่าวสารต่างๆ เป็นประจำก็เช่นกันเป็นการสร้างจิตสำนึกในการรับรู้ว่าหากต้องการใช้สินค้าและบริการของเรา สามารถเรียกใช้เราได้

2. จำให้ได้ ในสิ่งที่เขาต้องการ ในสิ่งที่เขาใช้บริการหรือสินค้าของเรา นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราสามารถระบุได้เลยว่าลูกค้าต้องการอะไร หรือใช้สินค้าอะไรของเรา ปัจจุบันการที่เกิดระบบ CRM นั้นก็เพื่อช่วยในจุดนี้ เพื่อลดความผิดพลาดของความจำลง และ ยังสามารถวิเคราะห์ให้เราได้มากกว่าด้วย..

3. ปราถนาดี กับลูกค้า แนะนำสินค้าที่ลูกค้าสามารถใช้งานได้จริง แนะนำวิธีการใช้อย่างละเอียด แบ่งปันความรู้เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้พัฒนาควบคู่กับเรา ช่วยเหลือเรื่องต่างๆบ้างบางครั้ง จริงใจและซื่อสัตย์ ในการติดต่อธุรกิจร่วมกัน โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นสิ่งที่เราควรมีไว้ให้มาก เพราะชื่อเสียงของเราแขวนไว้บนคำๆนี้จริงๆครับ.. เพราะลูกค้าจะซื้อ หรือ บอกต่อให้เพื่อนๆซื้อหรือใช้บริการของเราหรือไม่นั้น นอกจากสินค้าและบริการที่ดีสมราคาแล้ว ส่วนใหญ่ก็ขึ้นกับ ความจริงใจ และ ซื่อสัตย์ของบริษัทเราเป็นหลัก แต่ถ้าเราปราถนาดี แล้วลูกค้าเอาเปรียบก็ไม่ไหวเหมือนกันนะครับ ระวังด้วย...

4. มีสมาคม ร่วมสังสรร การเลี้ยงรับลองลูกค้าบ้าง หรือ นัดทานข้าวเพื่อนสร้างสัมพันธ์กันให้มาก ทำให้ลูกค้าจะรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งกับลูกค้าเหมือนกัน เพราะ สินค้าและ การบริการส่วนใหญ่ ที่จะมีการซื้อขายกันต่อนั้น จะเกิดจากสัมพันธภาพที่มีต่อกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ลองพิจารณาเองละกันนะครับ ระหว่าง ผู้ขายที่เลี้ยงขอบคุณเราในฐานะผู้สั่งซื้อ หรือ การเชิญเราไปตีกอล์ฟ ในงานของเขา หรืออื่นๆ หากเขาเข้ามาขายสินค้าที่คุณต้องการอีก แข่งกับผู้ขายรายอื่น ที่มีราคาและคุณภาพใกล้เคียงกัน คุณจะเลือกใคร...

5. มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ชื่อสินค้า ชื่อเสียงของบริษัทฯ ก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ชื่อสินค้าดีๆ จะทำให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้า ชื่อเสียงบริษัทฯ ที่ดีก็ทำให้ลูกค้าเชื่อใจในบริการ การสร้างเอกลักษณ์เหล่านี้บริษัทฯใหญ่จึงต้องการมาก เพราะ หากชื่อสืนค้าดี ก็จะขายสินค้าได้มาก เพราะชื่อสินค้าเป็นใบรับประกันทางจิตใจเรียบร้อยแล้ว...


โดย อาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

ทำไม่คนเก่ง???

ทำไม่คนเก่งถึงไม่ค่อยมีความสุข... 

ถ้าถามว่าใครอยากเป็นคนเก่งบ้าง???
ก็คงมีคนยกมือกันสลอนไปหมด แสดงว่าความเก่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ แต่ในความเก่งนั้น ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่าง ที่เราคาดไม่ถึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายๆ คนไม่ชอบ เช่น 


เก่งแล้วถูกอิจฉา 

เคยมีหมอรุ่นน้องคนหนึ่ง มาปรึกษาและเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนที่เขากลับจากนอกใหม่ๆ เขาเป็นคนเก่งมาก ฉลาดมาก ท่าทางดี บุคลิกดี การพูดจาเฉียบแหลม การเสนอแนวความคิดดีมาก เขากลับมาก็เข้ารับราชการ จากผลงานการทำงาน ที่มาจากสมองและความสามารถของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จ เจ้านายก็ชอบ ลูกน้องก็ชอบ แต่เพื่อนๆ หมอด้วยกัน ไม่ค่อยชอบเขา เขาถูกโจมตีด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มีคนคอยจับผิด ขยายความผิดเล็กน้อย ให้กลายเป็นความผิดใหญ่โต ในวงการวิจารณ์และนินทา จะต้องมีชื่อของเขา ถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งมาก หมอรุ่นน้องที่เคยเดินตามหลังเขามา ก็พลอยอิจฉาไปด้วย หมอรุ่นพี่บางคนที่ก้าวร้าวมากหน่อย ถึงกับเคยจับแขนถามว่า เมื่อไรจะลาออกไปเสียที 

เขาเคยนึกโกรธและคิดจะลาออก แต่ก็เตือนตัวเองเอาไว้ว่า ไม่ควรจะลาออก ในตอนโกรธ จนสุดท้ายเขาเกิดความรู้สึกว่า เขาน่าจะได้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมอะไรๆ ได้อีกมากมาย ถ้าหากลาออกจากราชการ เขาจะลาออกจากราชการด้วยความพร้อม และไม่ได้โกรธบุคคลเหล่านั้น เป็นแค่รู้สึกตัวว่าถูกอิจฉามาก ขณะนี้เขาก็ประสบความสำเร็จ ในอาชีพส่วนตัวของเขามากมาย 


เก่งแล้วเหงา 

รายนี้เป็นนักบริหารระดับสูง ของบริษัทที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง เขาจบการศึกษาจากต่างประเทศ บุคลิกดี พูดจาคล่องแคล่ว ฉะฉาน ความคิดริเริ่มดีมาก และประสิทธิภาพในการทำงานก็เป็นเยี่ยม เขาเล่าให้ผมฟังว่า เจ้านายชอบเข ามาก เพราะเขามีส่วนช่วยพัฒนาบริษัท ให้เจริญก้าวหน้าและทำกำไรให้ มากกว่าเดิมมากมาย เขาได้รับการสนับสนุนจากนาย ทั้งตำแหน่งและเงินเดือน 

ลูกน้องโดยตรง ที่อยู่ระดับล่างๆ จะเกรงใจเขา และพร้อมจะปฏิบัติ ตามคำสั่งของเขาทุกประการ แต่บุคคลที่อยู่ระดับบริหาร ในฐานะที่ใกล้เคียงกับเขา หรือเป็นรองเขาเล็กน้อย จะไม่ค่อยชอบเขา มักจะไม่ให้ความร่วมมือ หรือมักรวมหัวกันประท้วงเงียบบ่อยๆ ทำให้มีอุปสรรคมากขึ้นในการทำงาน 

เขาเล่าให้ฟังว่า "งานบางอย่าง ผมทำให้เสร็จได้ภายใน 1 วัน แต่ถ้าให้พวกเขาทำกัน เขาจะเสียเวลาในการประชุมถกเถียง ด้วยวิธีที่เยิ่นเย้อ หรือมีการเสนอแผนงานที่ไม่รัดกุม ทำให้ผมรำคาญ ครั้นพอผมเสนอแผนงานออกไป มันเข้าท่า กะทัดรัดและผลลัพธ์ก็ได้ดี จึงทำให้พวกเขารู้สึกเสียหน้า และไม่ชอบผมเลย" 

เขาก็รู้สึกเหงา ทั้งที่ทำงานได้ผลดี แต่รู้สึกว่าไม่มีเพื่อน 

"บางครั้งผมรู้สึกว้าเหว่ และชักไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำงานไปเพื่ออะไร ทำไมผมจึงไม่มีเพื่อน ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองอยากได้เพื่อน และพยายามทำดีกับเขา แต่เขาก็ไม่ยอมรับให้ผมเป็นเพื่อน ผมรู้ดีว่าความสำเร็จในขั้นสูงสุดต่อไปนั้น ต้องอาศัยแรงผลักดันจากเพื่อนร่วมงาน ที่พร้อมจะร่วมมือด้วย ผมจึงกังวลกับความรู้สึกว้าเหว่ ในที่ทำงานของผม" เขากล่าวในตอนท้าย 


เก่งแล้วระวังตัว 

คนเก่งรายนี้จบปริญญาเอก มาเล่าให้ฟังว่า ด้วยความรู้สึกที่ว่าเขาเป็นคนเก่ง ทำงานเก่ง ประสบความสำเร็จมาก ผู้คนรอบข้างก็คอยดูว่า เขาจะทำอะไรต่อไป และอีกหลายๆ คน ก็พร้อมจะเยาะเย้ยทันที ที่เขาทำอะไรพลาด 

เขากล่าวว่า "ผมเลยต้องคอยระวังตัวในการทำงานอยู่เสมอๆ เพราะกลัวว่าถ้าพลาดลงมา จะมีคนพร้อมจะกระทืบซ้ำทันที" 

แน่นอน มนุษย์อิจฉาคนเก่ง 
แน่นอนที่สุด ที่คำกล่าวนี้เป็นจริง 
เพราะมนุษย์อยากมีความเก่ง 
แต่มนุษย์ก็ไม่ค่อยมีความเก่งกันหรอก 

ความเก่งจึงเป็น 'ของหายาก' ที่ใครๆ ก็อยากได้มีไว้ในครอบครอง เมื่อตัวเราไม่สามารถมีไว้ได้ ก็เลยอิจฉาคนอื่นที่เขามีอยู่ และไม่อยากให้เขามีไว้ ในครอบครองด้วย 

โดยเฉพาะคนเก่งที่เป็นผู้ชาย เขาจะถูกอิจฉาโดยผู้ชายด้วยกันมากมาย แม้ว่าต่อหน้าเขาจะทำท่าทีชื่นชมกันก็ตาม เพราะผู้ชายเป็นเพศที่อยากได้อำนาจ และอยากได้ความตื่นเต้นมากๆ ความเก่งจะทำให้เขาได้อำนาจ และสร้างความตื่นเต้นของชีวิต ในรูปแบบต่างๆ ได้ ผู้ชายจึงพร้อมจะเลียนแบบคนเก่งได้ดี และก็พร้อมจะโค่นคนเก่งลงได้ดีเช่นกัน เพราะความอิจฉา 

โดยเฉพาะในกลุ่มคน ที่มีศักยภาพใกล้เคียง จะอิจฉากันมาก ถ้าหากมีสถานภาพหรือศักยภาพ แตกต่างกันมากๆ จะไม่อิจฉากันมากหรอก เช่น ขอทาน หรือภารโรง มักไม่อิจฉานายกรัฐมนตรีหรอก! 

ผู้หญิงจะชื่นชมคนเก่ง ได้ดีกว่าผู้ชาย

ใช่ ถ้าคนเก่งนั้นเป็นผู้ชาย ผู้หญิงจะเป็นพวกที่ชื่นชมคนเก่ง ที่เป็นผู้ชาย ได้อย่างมั่นคง และอย่างออกหน้าออกตา และในความหมายของคนเก่งนั้น เราก็มักนึกถึงผู้ชายกัน มากกว่าผู้หญิง 

ผู้ชายเก่งทั้ง 3 รายที่กล่าวมาแล้วนั้น พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาไม่มีปัญหากับผู้หญิงเลย และผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ชื่นชมเขา อย่างออกหน้าออกตาด้วย เป็นไปได้ว่า ในสภาพจิตใจของผู้หญิงนั้น พวกเธอต้องการความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต ไม่ชอบเสี่ยงโลดโผนอะไรมากนัก ฉะนั้นการรู้จักคนเก่ง จึงทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย และอยากอยู่ใกล้ อยากเก็บเอาไว้นานๆ มากกว่าอยากจะแข่งขัน หรือทำลายเสีย 

ถ้าเป็นผู้หญิงเก่งเล่า ใคร จะอิจฉา 

ดูออกจะเสียเปรียบสักหน่อย ที่ถ้าผู้หญิงนั้นเก่งเท่าๆ 
กับผู้ชาย ผู้หญิงด้วยกันก็จะอิจฉา และผู้ชายก็จะยอมรับได้ยาก แต่ถ้าหากเก่งเกินชายไปเลย ก็จะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งจากชายและหญิง ก็ดูอย่าง อินทิรา คานธี หรือ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ เป็นไร 

เก่งแล้วให้สบายใจด้วย ทำอย่างไรดี 

นั่นคือคำถามที่ผมได้รับ จากคนเก่งอยู่เรื่อยๆ 
ก็เลยอยากแนะนำว่า 

1. ต้องรู้จักถ่อมตัวให้เป็น อย่ายกตัวนัก คนเขาไม่ชอบ จงให้โอกาสคนอื่นเขาเก่งบ้าง สนับสนุนหรือให้โอกาสคนอื่นเขาพูด ถึงความสำเร็จของเขาบ้าง ชมเขาด้วย และต้องชมด้วยความจริงใจ 

2. ทักทายคนอื่นก่อนเสมอๆ จับไม้จับมือลูกน้องบ้างเมื่อมีโอกาส (เพศเดียวกัน) ถ้าไปงาน ชุมนุมศิษย์เก่าของสถาบัน คุณก็ต้องเป็นฝ่ายไปทักทายเพื่อน ฝูงก่อนเสมอ อย่ารอให้เขามาทักทายเรา เพราะจะมีอีกเป็นจำนวนมาก ที่ไม่กล้าหรือไม่ยอมเข้ามาทัก แต่จะไปนินทาลับหลังว่า หยิ่ง ...ยโส จงยิ้มแย้มแจ่มใสต่อคนอื่นเสมอๆ เมื่อมีโอกาสก็ให้วานลูกน้องหรือคนอื่น ทำอะไรให้ตัวเองเสียบ้าง ก็คือทำตัวเป็นคนไม่เก่ง หรือเป็นคนอ่อนแอเสียบ้าง คนที่เขาได้ทำอะไรให้เราได้บ้าง เขาจะได้ชื่นใจ 

3. มีความคงเส้นคงวา รักษาความเก่งให้คงที่ เพราะคนเก่งนั้นคนเขาคาดหวังสูง ถ้าทำอะไรเหมือนคนทั่วๆ ไป คนอื่นเขาก็จะแลดูว่า ธรรมดาหรือไม่เข้าท่า ฉะนั้น ขั้นตอนการทำงานและประสิทธิภาพ ในการทำงานของคนเก่ง จะต้องดีกว่าคนอื่นๆ 

4. มีโลกส่วนตัวของตัวเอง จงคบกับเพื่อนสนิทๆ ที่จะได้บ่น หรือแสดงความอ่อนแอได้บ้าง ฝึกหัดจิตใจของตัวเอง ให้ยอมรับความพ่ายแพ้ ที่จะเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งแน่ๆ เพราะแม้ว่าเราจะเก่งแค่ไหน แต่เราก็ต้องแก่ลงๆ จะมีคนอื่นที่เก่งกว่า เข้ามาแทนที่ เราจะได้ไม่เสียใจมากขึ้นเมื่อถึงเวลานั้น 

5. คนเก่งทั้งหลายมักมีเงื่อนไขมาก ต้องลดเงื่อนไขในชีวิตของตนเอง และกับคนอื่นลงด้วย ต้องฝึกใจให้มีความรัก อย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditioned Love) กับบุคคลทั่วๆ ไป รักในความเป็นเพื่อนมนุษย์ ของเขาเท่านั้นก็พอ ใจจะกว้างขึ้น 

6. ต้องมีการรู้ระวังตัวเอง (Self Awareness) อยู่ตลอดเวลา รู้ว่าตอนไหน ควรทำอะไรและอย่างไร จึงจะเหมาะสม ความเหมาะสมเป็นสิ่งที่ คนเก่งมองข้ามเสมอ เพราะมักจะมองแค่ความถูกต้องเรื่อยๆ 

7. ช่วยพัฒนาลูกน้อง หรือคนข้างเคียงไปด้วย เขาจะได้ไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง 

ก็ขอให้คนเก่งทั้งหลายจงโชคดี อย่าเก่งแล้วโชคร้าย โดยมีคนเกลียด รอบข้างมากมายเลย 

เรียบเรียงโดย : ศ.ดร.น.พ.วิทยา นาควัชระ (จิตแพทย์) 

ส่วนตัว บริหาร การตลาด เพื่อน

ส่วนตัว/บริหาร/การตลาด : "เพื่อน"


ส่วนตัว

เคยคิดถึงคำๆนี้กันมากขนาดไหน ชีวิตส่วนใหญ่เราจะมีเพื่อนที่ดีๆสักกี่คน มีเพื่อนที่มีความจริงใจให้กันสักกี่คน การคบกัน รู้จักกัน สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ แต่การรักษาเพื่อน รักษาความสัมพันธ์ ที่มีความรู้สึกที่ดีต่อกันนั้น เป็นสิ่งที่จะยากกว่า เพราะ กว่าจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันนั้น มันต้องใช้เวลา แต่การที่จะเสียความรู้สึกที่ดีๆไปนั้น มันง่าย และ เร็วมาก.. คิดถึงเพื่อนเก่า ที่มีความจริงใจบ้างหรือเปล่าหละตอนนี้.. ติดต่อหาเขาอยู่หรือเปล่าครับ... แล้วมีเพื่อนเก่าๆกี่คนที่ยังติดต่อกับเราอยู่ ยังมีความรู้สึกดีๆกับเราอยู่ ยังจริงใจและให้ความช่วยเหลือเราอยู่...


บริหาร

เราไม่สามารถทำงานได้เพียงคนเดียว เราไม่สามารถบริหารส่วนงานของเราโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ดังนั้น การผูกมิตรกับส่วนต่างๆ แผนกต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีอยู่เสมอ มนุษยสัมพันธ์ที่ดี จะทำให้งานบริหารบุคคลเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อนทางงานบริหาร ยังคงเป็นเพื่อนที่เอื้ออำนวยการทำงานซึ่งกันและกัน ยังคงต้องมีการปรานีประนอม ยอมรับความสามารถของแต่ละบุคคล ความจริงใจที่ให้กันจะเป็นผลส่งให้ความเชื่อถือซึ่งกันและกันมีเพิ่มมากขึ้น

เพื่อนทางบริหารยังต้องรวมถึง ลูกน้องที่อยู่ใต้ร่มเงา การมองลูกน้องเป็นเพื่อนในทางบริหารนั้น ทำให้เราเข้าใจความต้องการของลูกน้องได้ดีขึ้น เข้าใจถึงการทำงานของเขาเหล่านั้น การแบ่งชนชั้น จะทำให้งานบริหารทำได้รวดเร็ว และ ได้ตามเป้าหมายก็จริง แต่เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน การคิดเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นเพื่อนที่กินเงินเดือนเหมือนกับเรา จะทำให้คุณค่าความเป็นคนของเรามีมากขึ้น ทำให้ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข...


การตลาด

เพื่อนทางการตลาด ระหว่างบริษัทฯ กับบริษัทฯ คนส่วนใหญ่ก็เรียก พันธมิตรทางการค้า ซึ่งมีไว้เกื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันขายสินค้า หากทำบริษัทเดียวก็อาจจะทำไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย แต่หากร่วมมือร่วมใจกัน โฆษณา โปรโมชั่น การแลกซื้อสินค้า และ แนวทางการตลาดอื่นๆ ก็จะส่งผลให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในกลุ่มพันธมิตร แล้วคุณมีพันธมิตรบ้างหรือยัง...

เพื่อนการตลาดอีกประเภทก็คือลูกค้าของเราครับ การให้ความห่วงใย นำเสนอสิ่งที่จะส่งเสริม และ สนับสนุนการเป็นอยู่ของลูกค้า การซื่อสัตย์กับลูกค้า เป็นสิ่งที่จะทำให้จิตใจของลูกค้านั้นมีความต้องการและโหยหาเพื่อนอย่างเรา การมุ่งหวังเพียงแต่จะได้ของเพื่อน ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นฉันใด การมุ่งหวังแต่กำไรของบริษัทฯจากลูกค้า ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นฉันนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า กับ เรา มีผลต่อการสั่งซื้อครั้งต่อๆไป หากคุณมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ก็จะพบว่า หากเขาต้องการสินค้าที่เรามี เขาจะใช้ของเรา หรือคู่แข่ง.. คุณยังต้องการเพื่อนที่เป็นลูกค้าอยู่หรือไม่.. แล้วคุณปฏิบัติกับเพื่อนของคุณอย่างไร...

เพื่อนรอบข้างมีมากมาย คุณอยากได้เพื่อนอย่างไร อยากได้ใจเพื่อนอย่างไร ก็ทำให้เขาก่อนอย่างนั้น.. เอาหลักการที่คุณคบกับเพื่อนแท้ และเอาหลักที่เพื่อนแท้ของคุณคบกับคุณ แล้วคุณก็เอาหลักการเดียวกัน มาประยุกต์เข้ากับงานบริหาร เข้ากับการตลาด.. ทำอย่างจริงใจ และ เป็นธรรมชาติ.. ผมว่าคุณก็จะมีเพื่อนมากมาย ทั้งในชีวิต งาน และ ธุรกิจ ของคุณ...

โดย อาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

ส่วนตัว บริหาร การตลาด วิธีการหาเพื่อนใหม่

ส่วนตัว/บริหาร/การตลาด : "วิธีการหาเพื่อนใหม่"


ผมจะพูดถึง 4 ประเด็นในการหาเพื่อนใหม่ครับคือ
1. เพื่อนๆแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่
2. เข้าไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่
3. การเป็นที่ยอมรับของสังคม
4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ
และทั้ง 4 ประเด็นก็สามารถใช้งานกับทั้ง เรื่องส่วนตัว การบริหาร และ การตลาดได้เช่นกันดังนี้ครับ



ส่วนตัว
1. เพื่อนๆแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ ก็เป็นลูกโซ่กันครับ อย่างน้อยเพื่อนของเราก็คัดเลือกคนที่ดีๆมาให้ก่อนแล้ว แล้วก็เป็นคนเข้ากันได้ง่ายเพราะเพื่อนเราสามารถอ้างอิงเราได้ อยากได้ข้อมูลของเพื่อนใหม่ก็ถามเพื่อนเก่าได้ สนิทสนมเร็ว

2. เข้าไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ อันนี้ต้องลดความอายลงให้มากเลยครับ กว่าจะสนิทกว่าจะเข้าใจกันก็คงต้องใช้เวลาคบหากัน ติดต่อกันพอสมควร ครับ.. กว่าจะเชื่อใจ กว่าจะเข้าใจกันครับ

3. การเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อให้คนที่อยากรู้จักคนในลักษณะอย่างเรา ได้เข้ามารู้จักกับเรา เข้ามาทำความรู้จักซึ่งกันและกัน ทำให้เราสามารถเรียนรู้กันและกันได้เช่นกัน

4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ ก็จะเหมือนกับรู้จักกันไปเลย อย่างในเนทฯนี่ ก็เป็นลักษณะที่เห็นแต่ตัวอักษร ไม่รู้จักตัวตนจริงๆ พอไปพบไปเจอก็ทำให้เรารู้จักกันง่ายเข้าครับ



บริหาร

1. เพื่อนๆแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ เหมือนกับเพื่อนผู้บริหาร แนะนำเพื่อนมาทำงานกับสายงานของเรา หรือ แนะนำคนที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ หรือ เคยเจอปัญหาลักษณะนี้มาแล้ว ทำให้เรามีความรู้ที่แตกฉานมากขึ้น การแนะนำนั้นเป็นเรื่องปกติของการแนะนำคนเข้ามาทำงานในส่วนต่างๆ คุณจะได้คนที่มีความสามารถมาร่วมงานหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับเพื่อนคุณที่แนะนำเข้ามาแล้วครับ

2. เข้าไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ การที่จะเข้าไปหาเพื่อนร่วมงานใหม่สักคนก็ต้องใช้เวลาในการศึกษาซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการรับลูกน้องใหม่เข้าทำงานเป็นสิ่งที่เราต้องศึกษาว่าเขามีความสามารถทางด้านใด มีความคิดอ่านเป็นอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราจึงสามารถจับจุดของคนๆนั้นได้ แล้วงานบริหารของเราก็จะทำได้อย่างราบรื่น และ ได้รับการยอมรับจากลูกน้องได้อย่างรวดเร็วครับ..

3. การเป็นที่ยอมรับของสังคม บริษัทฯใหญ่ๆจะเห็นว่า การรับสมัครคนเข้ามาทำงานสักตำแหน่งสองตำแหน่ง มีคนมาสมัครเป็นร้อย เป็นพัน ให้เลือก ในขณะที่ บริษัทฯเล็กๆ กลับไม่มีใครสนใจที่อยากจะสมัคร นั่นเป็นสิ่งยืนยันอย่างหนึ่ง และยิ่งหากผู้บริหารคนนั้น มีหน้ามีตาในสังคม เป็นคนที่มีความคิดความอ่าน มีความเป็นผู้บริหารเต็มร้อยแล้ว ก็มีส่วนที่จะทำให้คนมาสมัครงานเพื่อจะทำด้วย หรือแม้นแต่ดารา ก็มีคนที่อยากจะสมัครไปทำงานด้วยมากมายเช่นกัน..

4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ ไม่รู้ว่าคุณเป็นหรือเปล่า แต่ในวงการดารา มีมากเหมือนกัน อย่างเช่น มีดาราหลายต่อหลายคน มาจากเบื้องหลัง จัดฉาก แต่งหน้า หรือ มาเป็นเพื่อนที่เป็นดาราอีกที คราวนี้ เมื่อขาดดาราประกอบ หรือ ขาดดาราเพื่อแสดงหนังเรื่องใหม่ ที่มีลักษณะที่ตรงกับคนที่เคยพบในกองถ่าย ผู้กำกับก็คงไม่ต้องไปหาดาราที่อื่นๆอีกแล้วครับ.. เอาคนนี้แหละตรงตามบุคคลิกเลย..



การตลาด

1. ลูกค้าๆแนะนำลูกค้าใหม่ เป็นวิธีการดั้งเดิมทางการตลาด การบริการลูกค้าเก่าอย่างดี จะทำให้ลูกค้าเก่าเชื่อใจและวางใจเพื่อแนะนำ เพื่อนๆ ในวงการ หรือนอกวงการ ที่ต้องการสินค้าเรา หรือ บริการของเรา ให้เพื่อนๆเขาได้ใช้สินค้าหรือบริการที่ดีของเราอีกที แล้ว คุณได้บริการลูกค้าเก่า ให้ความช่วยเหลือลูกค้าเก่า หรือ ติดต่อกับลูกค้าเก่าบ่อยเพียงใด สนใจลูกค้าเก่ามากน้อยเพียงใด สิ่งเหล่านี้มันเป็นตัวบ่งชี้ได้ชัดเลยครับว่า คุณจะได้ลูกค้าจากการแนะนำได้มากน้อยเพียงใด ถ้าคุณมี คุณทำ คุณก็จะได้ต่อยอดการขายให้กับลูกค้าใหม่ออกไป แต่ถ้าไม่มีจงรีบทำได้แล้วครับ

2. เข้าไปทำความรู้จักลูกค้าใหม่ การตลาดส่วนใหญ่มุ่งเน้นลูกค้าใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ลูกค้าใหม่เสียทั้งเวลา และ เงินทุน กว่าจะได้มาสักรายไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะรู้ใจกันว่าชอบสินค้าลักษณะไหน ราคาประมาณเท่าใด ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แล้วหามาได้แล้วนั้นก็ไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย ก็ต้องลองใจกันหละทีนี้..

3. เป็นที่ยอมรับของสังคม หากสินค้าหรือการบริการของคุณ เป็นที่ยอมรับในสังคม หรือมี Brand ที่มีฃื่อเสียง นั่นก็เป็นการันตีอย่างหนึ่งที่จะบ่งบอกว่า ลูกค้าจะเข้ามาเพื่อซื้อสินค้าและการบริการของคุณเองเช่นกัน ดังนั้น การสร้างแบรนด์ การสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทฯ ก็จะเป็นการสร้างการยอมรับในสังคม เพื่อให้คุณได้มีโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าหามากขึ้นด้วยครับ

4. เห็นหน้ากันบ่อยๆ ได้รับข่าวสารของเราบ่อยๆ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเรา ถึงแม้นว่าตอนนี้ยังไม่สามารถใช้บริการ หรือ สินค้าของเราได้ แต่วันหน้าหากมีโอกาสที่จะซื้อสินค้า หรือ บริการในแนวเรา เขาจะนึกถึงสิ่งที่เค้าได้รับข้อมูลข่าวสารบ่อยๆ แล้วใช้บริการ หรือ สินค้านั้นๆ ทำไมเป๊ปซี่ หรือ โค้ก ยังต้องโฆษณากันอยู่ ทำไมเราได้เห็นโฆษณาของเหล้าอยู่บ่อยๆ โฆษณาของสินค้าที่เราไม่ได้ใช้อยู่บ่อยๆ นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่การตลาดต้องทำเพื่อสร้างลูกค้าในอนาคตเช่นกัน...

โดย อาจารย์ วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์


         สิ่งที่นักการตลาดกล่าวถึงกันมาก และผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคนี้ก็คือเรื่องของการสร้างหรือทำแบรนด์ ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า Branding ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะว่าตลาดส่วนใหญ่อยู่ในสภาพอิ่มตัว ผู้บริโภคมีแบรนด์(ตรา หรือยี่ห้อ) ให้เลือกมากมาย ทั้งตัวเลือกทางตรง เช่น Competing Brands ต่าง ๆ และตัวเลือกทางอ้อม เช่น Subsitugd Products ที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด รวมทั้ง Global Brands (ยี่ห้อสินค้าต่างประเทศ) ต่าง ๆ ที่ทยอยกันเข้ามาเจาะตลาดในประเทศและถล่ม Local Brands(ยี่ห้อสินค้าภายใน) อย่างยับเยิน เช่น Starbuck, McDonald’s และ KFC เป็นต้น ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ต้องยอมควักเงินเพิ่มขึ้น 4 ถึง 5 เท่า เพื่อซื้อกาแฟมียี่ห้อ อย่างStarbuck หรือไก่ยี่ห้ออย่าง KFC ในขณะที่สามารถซื้อกาแฟและไก่ย่างอร่อยๆ ที่ขายอยู่ทั่วๆไปแทบทุกตรอกซอกได้ในราคาถูก ๆ แม้แต่ ไก่ที่มียี่ห้อกำลังฮิต (Weaker Branded Chicken) อย่าง Chester Grill ก็ยังโดนไก่ที่มียี่ห้อเหนือกว่า(Storng Branded Chicken) อย่าง KSC ถล่มอย่างไม่ไว้หน้า CP ที่แย่กว่านั้นก็คือ ทั้ง KFC และ Chester Grill ต่างก็ซื้อไก่จาก CP แต่ก็พอติดยี่ห้อ KFC ปั๊บรสชาติก็อร่อยกว่า Chester Grill ในทุกสถานที่ที่ต้องเผชิญหน้ากันถึง 40 – 50 เท่า นี้ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องของ Branding ก็คงยากที่จะหาอะไรมาอธิบายถึงปรากฏการณ์ เหล่านี้ได้อย่างสมเหตุสมผล

ถึงแม้ว่าการสร้างแบรนด์ จะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดและกลยุทธ์ทางธุรกิจในปัจจุบันก็ตาม แต่ Branding เป็นสิ่งที่ค่อนมีใครเข้าใจมากที่สุด ทั้งอยู่ในวงการและนอกวงการการตลาด สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ Branding ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเปิดตำราทำกันได้ง่าย ๆ หรือคิดว่าอ่านตำราเยอะ ๆ แล้วจะทำได้ดี ตลอดทั้งไม่สามารถที่จะนำวิธีการสร้างแบรนด์ที่ได้ผลกับแบรนด์หนึ่ง มาใช้กับอีกแบรนด์หนึ่งอย่างได้ผลดี

นักการตลาด นักธุรกิจ นักโฆษณา นักเขียน และนักวิชาการ มีความเชื่อว่าอย่างผิด ๆ ว่า Branding คือการโฆษณาหรือเป็นเพียงการบริหารจัดการภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ หรือเป็นเพียงกิจกรรมการตลาดที่เลือกสรรมาเพื่อสร้างแบรนด์ แต่แท้จริงแล้ว Branding เป็นเครี่องมือหลักในการในการสร้างสรรค์และรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรที่เรียกว่า Competitive Advantage การสร้างแบรนด์จะสำเร็จก็ต่อเมื่อแบรนด์นั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือวัฒนธรรมที่ทุกคนยอมรับ ดังนั้น Branding จึงเป็นมุมมองของการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ในคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นในสังคมนั้น ๆ

โดยทั่วไปคิดว่าการสร้างตราสินค้า, สัญลักษณ์,เครื่องหมายการค้าและคุณสมบัติเฉพาะที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักคือการสร้างแบรนด์ แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นรูปโฉมภายนอกของผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากความหมายและประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจที่ควรค่าแก่การติดตามของผู้บริโภคจึงทำให้สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะร่วมกันทำให้เกิดแบรนด์ที่จะถูกจดจำได้อย่างมีความหมายในใจของผู้บริโภคผิดกับแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง McDonald’s , IBM
และ KFC เป็นต้นที่มีประวัติศาสตร์(Brand History) ในใจของผู้บริโภคมาช้านานที่เกิดจากการสร้างสมประสบการณ์จากการใช้ผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่พบเห็นจากสื่อโฆษณาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งจะมีในนิตยสาร และข้อความในหนังสือพิมพ์ที่เขียนวิจารณ์แบรนด์ ตลอดจนการพูดถึงแบรนด์ในวงสนทนากับเพื่อนฝูงและผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง และสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้แบรนด์มีความหมายที่ควรค่าแก่การจดจำขึ้นทุกทีจนในที่สุดทำให้เกิด Branding Culture

ปัจจัยที่ทำให้เกิดBranding Culture(วัฒนธรรมตรา)

1. บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์จะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของตรา และวัฒนธรรมตราโดยการใช้กิจกรรมต่าง ๆ ทางการตลาด และพยายามสื่อสารให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้าใจเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์

2. การนำเสนอตัวผลิตภัณฑ์ และชื่อตรา ในสื่อต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความตรึงตราตรึงใจ เช่นภาพยนตร์ จอเงินจอแก้ว นิตยสาร และอินเตอร์เน็ต

3. ผู้บริโภคหรือผู้มีอิทธิพลต่อการบริโภค มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างตรา เช่นผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้นำ ผู้ชำนาญเฉพาะทาง คอมลัมนิสต์ นิตยสาร ดารานักร้อง พ่อแม่เพื่อนๆ เป็นต้น ส่งผลทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกอยากบริโภคสินค้าและมีความมั่นใจในการบริโภคสินค้านั้นอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ผู้บริโภคมีตราตรึงจิต ทำให้มีเกิดส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้เกิดวัฒนธรรมตรา Branding Cluture ทำให้เกิดผล ดังนี้

1. พฤติกรรมการบริโภคของคนมากขึ้น ในแง่จิตวิทยา ถ้ามนุษย์เมื่อคุ้นเคย และพอใจสิ่งนั้นใดมาก ๆแล้วไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามหาสิ่งใดมาทดแทน และไม่ต้องการรับรู้หรือแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์อื่นไม่ว่าแบรนด์เหล่านั้นน่าสนใจสักเพียงใด เช่นใช้เครื่องโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งจนเคยชินด้วยการยอมรับตราสินค้าว่าใช้ง่ายและสะดวกที่สุด แล้วก็พอใจระดับหนึ่งกับการใช้สอยและรูปแบบต่างๆที่มีอยู่ในเครื่องแบรนด์นั้นเราก้ไม่พยายามที่จะดินรนหาข้อมูลเกี่ยวกับมือถือยี่ห้ออื่น

2. ที่สร้างแบรนด์เข้มแข็ง ทำให้เจ้าของแบรนด์มีอำนาจต่อรองในการเจรจากับผู้จำหน่ายสินค้า

3. สร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ ทำให้สินค้ามียอดจำหน่ายค่อนข้างยั่งยืน และยากที่จะลอกเลียนแบบได้โดยง่าย

4. ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในตัวสินค้า ทั้งๆ ที่ไม่เคยใช้แบรนด์นี้มาก่อน

5. ทำให้ผู้บริโภคยอมเสียเงินเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากซื้อสินค้าที่ไม่มีแบรนด์

Brand value (คุณค่าของตรา) เกิดขึ้นจาก


1. คุณค่าของตราที่มีชื่อเสียง เกิดจาก ประวัติของตรา และวํฒนธรรมตรา

2. ความสัมพันธต่อตรา (Brand Relationship)ที่ดีต่อลูกค้า ทำให้เกิดความเชื่อถือในแบรนด์ เมื่อออกสินค้าใหม่ ๆ ลูกค้าก็ตัดสินใจซื้อแบรนด์นั้นไม่ยาก เนื่องมาจาก ประวัติตรา ภาพพจน์ และสังคมตรา(Brand Association)

3. ประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์นั้น ๆ ในทิศทางที่ถูกสร้างขึ้นจาก วัฒนธรรมตรา (Brand Culture)

4. Symbolic Value ในด้านการรับรู้ของผู้บริโภคเมื่อเลือกใช้แบรนด์นั้น ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นใน 3 รูปแบบ คือ
. . 4.1 ให้ความรู้สึกถึงความแตกต่างตาม Brand Identity
. . 4.2 การที่ผู้ผลิตทำให้เกิดความรู้สึกมีหน้ามีตาทางสังคม (Social status) เช่น ผู้ใช้ Benz ผู้ใช้กระเป๋า Louis Vaitton เป็นต้น
. . 4.3 ให้มีความรู้สึกแตกต่างจากคนอื่น เช่น Exclusive sport club, Platinum Credit Card เป็นต้น

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์


1. ต้องดูเป้าหมายขององค์กร มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไม่ควรฝืนทำ เนื่องจากไม่ใช่ว่าทุกเป้าหมายขององค์กรจะเกี่ยวข้องกับสร้างแบรนด์ไปหมด ดังนั้นต้องดูเป้าหมายใดเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนลูกค้าให้รับรู้ Product Value การสร้างแบรนด์ไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น

2. ต้องมีการประเมิน Brand Cultrue ของเราอยู่จุดใด และเปรียบเทียบแบรนด์ของคู่แข่ง

3. วิเคราะห์คู่แข่งขัน และสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อหา Branding Opportunity โดยต้องทำ Benchmark กับคู่แข่ง เพราะหัวใจของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ คือ การที่จะสื่อสาร Superior Brand Value อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน การประเมิน Brand Culrue จึงควรเปรียบเทียบกับคู่แข่งให้ชัดเจน

4. การกำหนด Brand Slrategu พิจารณาจากข้อมูลทั้ง 3 ที่กล่าวข้างต้น ประกอบกับ Brand Culture ของเราที่เป็นปัจจุบัน จะทำให้เราสามารถพัฒนา Brand Culture ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำBrand Culture จะต้องมี แผนปฏิบัติการที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าต้องใช้ส่วนผสมของตลาด (Marketing Mix) อะไรบ้าง และนำมาใช้อย่างไรในการสร้างแบรนด์ให้สอดคล้องต่อเนื่องโดยไม่ขัดกับกิจกรรมทางการตลาดที่ทำมาก่อนหน้านี้

เครื่องมือการตลาด


ในการสร้างแบรนด์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการทำโฆษณา การส่งเสริมการขาย การตั้งราคาและการออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงกิจกรรมทุก ๆ อย่างที่บริษัทได้ทำออกมาแล้วลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรับรู้ได้ว่าบริษัทจะตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจทำ เครื่องมือการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นการช่วยสร้างแบรนด์ให้ได้ตามความต้องการ ต้องบรรลุวัตถุประสงค์ทางการค้าด้วย

เครื่องมือการตลาด มีองค์ประกอบ 7 อย่าง คือ

1. นโยบายทางด้านผลิตภัณฑ์ รวมถึงการให้บริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอิทธิพลต่อการยอมรับของลูกค้าและส่งผลต่อแบรนด์สูงสุด นั่นก็คือ Product Design

2. การแพคเกจจิ้งบรรจุภัณฑ์ ต้องสื่อถึงเรื่องราวของแบรนด์ และช่วยสร้างภาพพจน์ให้กับแบรนด์และความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ภายในบรรจุภัณฑ์นั้น

3. การใช้โฆษณาในการสร้าง Brand Culture เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะสื่อโฆษณาสามารถบอกเรื่องราวเกี่ยวกับBrand ได้อย่างดี ดังนั้นโฆษณาที่ดีมีคุณภาพทำให้เกิดเกิดอิทธิพลต่อแนวความคิดของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์และภาพพจน์ของแบรนด์ให้เป็นไปตามแนวทางที่ผู้ผลิตต้องการ

4. การใช้ประชาสัมพันธ์โดยการใช้ผู้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค เช่นผู้เชี่ยวชาญ นักกีฬา ดารา ที่รู้จักแพร่หลายให้พูดถึงผลิตภัณฑ์หรือประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้เกิด Popular Culture

5. ใช้กลยุทธ์ด้านราคา และการทำการส่งเสริมการขายมาช่วยในการสร้างแบรนด์ การส่งเสริมการขายไม่เน้นด้านราคากับแบรนด์ของคุณ จะทำให้แบรนด์ไม่เสียคุณค่า เช่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง หรือการทำ Co-Promotion ร่วมกับแบรนด์ที่มีราคาก็จะทำให้สินค้าดูมีเกรดขึ้น

6. การใช้ทีมงานขายในการสร้าง Brand Value เนื่องจากพนักงานขายที่มีความสามารถจะช่วยพูดให้ผู้ซื้อได้ให้เห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ และเล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ให้ลูกค้าเข้าใจ ทำให้ส่งผลในการช่วยสร้าง Brand Culture ให้เกิดขึ้น

7. การเลือกช่องทางการจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทางการค้าปลีกที่สัมผัสกับลูกค้าโดยตรง จึงส่งผลต่อการสร้าง Brand Culture

ตัวชี้วัดในการสร้างแบรนด์ ( KBI หรือ Key Branding Index)


เป็นการติดตามประเมินผลของแบรนด์ที่เราได้สร้างขึ้นมา สามารถประเมินผล 4 อย่างคือ

1. Brand Loyalty Index (BLI) โดยใช้หลักการที่ว่าเมื่อคุณค่าของแบรนด์เพิ่มขึ้น ลูกค้าควรจะต้องซื้อแบรนด์ นั้น ๆ บ่อยขึ้นและเปลี่ยนใจไปซื้อแบรนด์อื่น ๆ น้อยลง

2. Brand Attitude Index ( BAI) เป็นการวัดทัศนคติของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ โดยใช้หลักเมื่อแบรนด์มีคุณค่ามากขึ้น เป็นที่รู้จักและยอมรับของผลประโยชน์จากแบรนด์ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ทัศนคติของลูกค้ากลุ่มนี้ที่มีต่อแบรนด์ จะมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นไปเรื่อย

3. Brand Relationships Index (BRI) โดยอาศัยหลักที่ว่าเมื่อคุณค่าของแบรนด์สูงขึ้นในใจของลูกค้า ๆ ก็จะรู้สึกว่าชีวิตประจำวันของตนนั้นต้องพึ่งพาแบรนด์เหล่านั้นเพิ่มขึ้น จนก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อย ๆ กับแบรนด์เหล่านี้อย่างไม่รู้ตัว จนก่อให้เกิดความผูกพันกับแบรนด์ทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆเช่นเดียวกับการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนรู้ใจ

4. Brnad Equity Index (BEI) เป็นผลจากการสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจึงทำให้บริษัทตั้งราคาได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่งที่เหมือนกัน หรือตั้งราคาที่เท่ากันแต่ขายได้มากกว่าผลิตภัณฑ์คู่แข่ง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการสร้าง ตราสินค้า เป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของธุรกิจ ทั้งนี้เพราะมูลค่าของตราสินค้ามีแต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปและจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ถ้าสร้างแบรนด์ ตรงกันข้ามกับทรัพย์สินทั่วไปของธุรกิจที่มีแต่จะเสื่อมราคาลงไปทุกปี ตัวอย่างเช่น มูลค่าของบริษัท Nike ทั้งหมด 80 % มาจากแบรนด์ ส่วนทรัพย์สินจริง ๆ มีมูลค่าเพียง 20% ของมูลค่ารวมทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่งถ้าคุณจะซื้อบริษัท Nike วันนี้คุณต้องควักเงินจ่ายมากกว่ามูลค่าจริงของทรัพย์สิน ถึง 4 เท่า

ท้ายนี้หวังว่า กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ จะสามารถนำไปใช้งานได้ และทำให้คุณหันมาสนใจกับการสร้างแบรนด์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง วันหนึ่งคงจะได้เห็นแบรนด์ของคนไทยผงาดอยู่ในตลาดโลกอย่างสง่างาม

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรสงคราม
5 ก.ค. 2550

การทำบรรจุภัณฑ์

ข้อมูลที่ควรมีเพื่อใช้อ้างอิงในการออกแบบผลิตภัณฑ์

ข้อมูลการตลาด

  1. กลุ่มเป้าหมาย เพศ อายุ วัย ความจำเป็น และความต้องการสินค้าในตลาด
  2. สินค้าที่ใกล้เคียงกัน คู่แข่ง
  3. ราคาที่เหมาะสม 
  4. สถานที่ โอกาส ฤดูกาล เทศกาล ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค
  5. ช่องทางส่งเสริมการขาย Promotion

วัตถุดิบ

  1. แหล่งวัตถุดิบ ต้นทุน ราคา การขนส่ง
  2. คุณภาพและการนำไปใช้งาน

กระบวนการผลิต

  1. ง่ายต่อการผลิต ไม่ซับซ้อน
  2. สามารถผลิตได้จริง
  3. มีรูปแบบเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค
  4. ถอด ประกอบ ติดตั้งใช้งานได้งาน
  5. สะดวกปลอดภัย ได้คุณภาพ